วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เหตุผลง่ายๆ

วันนี้...เป็นวันอาทิตย์ที่แสนเร่าร้อนนนนน(ร้อนมากๆ)

ตื่นเช้าอีกวันแล้ว^^เพื่อดอกแก้วเลยนะเนี่ย
แต่รู้สึกจะอ่อนล้าซะหน่อย เพราะเมื่อคืนนอนตั้งตี2กว่าๆ

วันอาทิตย์ นับว่าเป็นวันพักผ่อนของคนทำงาน
หลายคนนับว่าเป็นวันครอบครัว(ยกเว้นครอบครัวตัวเอง เพราะพ่อหยุดวันพุธ)
พี่สาวคนกลางก็กลับไปแล้ว
ส่วนพี่สาวคนโตก็หยุดอยู่บ้าน(จริงๆซะที)
ตัวเอง...ก็นั่งอยู่บ้านเหมือนเดิม
แต่ไม่ยักจะรู้สึกเบื่อเหมือนคนอื่นที่บ่นๆกันแฮะ
อาจเป็นเพราะชอบหากิจกรรม(ที่คิดว่าสนุก)ทำอยู่ตลอดเวลา

อย่างเช่น ตื่นแต่เช้า ทักทายต้นไม้ด้วยน้ำ
อาบน้ำ กินข้าว กวาดบ้าน จัดโต๊ะ
ในขณะที่ทำก็ฟังเพลงคลอไปด้วยอย่างสบายอารมณ์

วันนี้ไม่ค่อยได้แตะคอมเลย
เพราะพี่สาวคนโตต้องทำงาน จึงแอบมาเล่นได้เป็นพักๆในตอนที่พี่ติดละครตอนบ่าย
(น่าสงสาร)

ก็เลยนั่งอ่านหนังสือที่อยากได้มานานและพอดีมีคนยื่นมันมาให้ด้วยใจจริง

วันนี้ อากาศร้อนนะ แต่ทำไมรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมาก
ฉันกับพี่สาวก็มีพัดลมประจำตำแหน่งคนละตัว(บ้านจนไม่มีแอร์)
แต่ก็ได้ยินพี่สาวบ่นๆอยู่ไม่ขาดสาย
"เฮ่อ....ร้อนๆๆๆๆๆๆๆๆๆ" ทำงานไปก็บ่นไป
ฉันก็ได้แต่นั่งบ้างนอนบ้างอ่านหนังสือไปอย่างเงียบๆ
จนพี่สาวหันมาถามว่า "ไม่ร้อนมั่งหรอ"
ก็เลยตอบไปว่า "ไม่อ่ะ"
"ทำไมอ่ะ ร้อนจะตายชัก"
"ก็มีพัดลมแล้วไง"
"????????"

แล้วพี่ก็บ่นเงียบๆกับตัวเขาเองต่อไป"มีพัดลมแล้วหายร้อนตรงไหน"
ฉันก็ได้แต่นั่งอมยิ้ม อ่านหนังสือต่อไป


นั่นสิ...........
เวลาเขาบ่นว่าอากาศร้อนๆกัน ทำไมฉันไม่ค่อยจะเดือดร้อนอะไร
กลับตอบไปอีกว่า"ถ้าคนใจเย็น เดี๋ยวมันก็เย็นเองแหละ"55+
แต่มันคือความจริง

ในเมื่อมนุษย์มันเป็นพวกหัววอก(ภาษาเหนือไว้ใช้กับพวกที่ฉลาดๆ เรียกแกมด่า)
ก็ผลิตคิดค้นสิ่งที่อำนวยความสะดวก ช่วยคลายร้อนอย่างพัดลม(ก่อน)ไม่ใช่หรือ?
แล้วมันจะแปลกตรงไหนกับเหตุผลง่ายๆที่ตอบออกไป



ว่า"ทำไมไม่ร้อน"

"ก็เพราะมีพัดลมไง"






บางที คำถามบางอย่าง ไม่เห็นต้องตอบด้วยเหตุผลที่ยืดยาวเลยเนอะ

วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ฤดูที่แตกต่าง( 2 )

วันนี้รักธรรมชาติมาก อยากจะเล่าทุกฤดูชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเหลือเกิน
แต่ไม่รู้จะถ่ายทอดออกมาได้หมดไหม


วันนี้....ตื่นตั้งแต่เช้า นานๆจะได้ตื่นเช้าแบบนี้ซะที
รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก กับเสียงนาฬิกาปลุกที่เจื้อยแจ้วทุกๆเช้า
นาฬิกาปลุก ที่คาดว่าคงไม่ได้ทำเพราะหน้าที่
แล้ววันนี้ ก็ทำได้สำเร็จ ที่สามารถปลุกคนขี้เซาอย่างฉันได้
ฉันเรียกมันว่า "เจ้าดอกแก้ว"

ลุกจากที่นอน บิดขี้เกียจซัก 2-3 ที ก็เดินลงมาข้างล่าง
และเดินแวะไปดูต้นแก้วที่ได้มาจากคนที่เห็นคุณค่าและเข้าใจต้นไม้จริงๆมา
มันเริ่มมีใบเหลืองๆแล้ว ดอกแก้วที่ฉันรักนักรักหนา ก็เหี่ยวแห้ง
และร่วงหล่นตามใบของมันที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ
เป็นเพราะเราตื่นเที่ยงทุกวันนี่เอง ไม่ได้รดน้ำและดูแลเหมือนปากที่บอกว่ารักมันเลย
ก็วิ่งไปเอาน้ำมารดและเผื่อแผ่ถึงต้นข้างๆที่เรียงรายอยู่ก่อนแล้ว
จะได้ไม่น้อยใจกัน รู้สึกมีความสุขจัง
วันนี้ฉันได้ดูแลเธอแล้วนะ ...แก้วจ๋า



ฤดูร้อนของฉันวันนี้...

ตื่นเช้า ได้กินข้าวเช้า
ได้รดน้ำต้นไม้
ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา 3 พี่น้อง
กินอาหารครบ 3 มื้อ
ได้เห็นพ่อมีความสุข


ฤดูฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องและยิ่งทวีความรุนแรงในวันนี้...


เรื่องแรก...

เสียใจกับการที่มีคนมาดูถูกและตัดสินในสิ่งที่เราตั้งและมุ่งหมายไว้
มันจำเป็นด้วยหรือที่เราจะต้องบอกทุกเรื่องว่ากำลังจะทำอะไร
มันผิดเสมอไปด้วยหรือที่คนอายุน้อยกว่าจะแสดงความคิดเห็นบ้าง
สิ่งเหล่านี้มันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนเราพูดกันไม่ได้
หรือไม่สะดวกใจที่จะพูดกัน
การที่บั่นทอนความรู้สึกและความสามารถในสิ่งที่อยากจะทำ
ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่รู้จัก จะไม่รู้สึกอะไรเลย
คนเราก็มักจะมีเหตุผลและเป้าหมายเป็นของตัวเอง
เชื่อว่า ไม่มีใครสามารถรู้ความคิดใครได้หมดทุกอย่าง ขนาดถามจากปาก
บางที ยังไม่รู้อะไรเลย


เรื่องที่สอง...

แก้ไม่หายซักที กับการแคร์และใส่ใจ มัวคิดมากกับคนอื่นมากเกินไป
โดยเฉพาะเรื่อง"เพื่อน" อ่อนไหวมากจริงๆ ไม่ว่าจะช่วงอายุไหน
ก็มักจะเป็นแบบนี้

ตั้งแต่เล็กจนโต ก็มีเพื่อนมาตลอด มีเพื่อนทุกที่
ด้วยเป็นคนที่เข้ากับคนง่าย ยิ้มเก่ง คนก็อยากเข้าหา และก็เข้าหาคนง่าย
มันอาจจะดูขัดหูขัดตาไปบ้างในบางที ที่อาจจะดูสนิทสนมกับเพื่อนต่างเพศเยอะแยะมากมาย
แต่มันเป็นปกตินิสัย ไม่ได้เลือกว่าจะต้องต่างเพศ ก็เป็นแบบนี้กับทุกคนไม่ว่าจะใครก็ตาม
แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไม จะต้องไปเจาะจงกับตรงจุดๆนี้จุดเดียวด้วย

เป็นใครก็รู้สึกแย่ ที่ได้รับรู้ว่ามีคนพูดถึงตัวเองในด้านลบ
แล้วยิ่งรู้ว่าเป็นเพื่อนที่เราเคยรู้สึกดีด้วย มันก็ยิ่งเสียใจ
ทำให้ใจเต้นแรง สั่นไหวไปกับสิ่งที่มากระทบ รู้สึกได้ถึงความแรง
ตอนแรกรู้สึกชาๆ ไม่นานความเจ็บก็เข้ามาแทนที่เหมือนโดนมีดบาดลึกใหม่ๆ

อยากให้รู้ว่า คนทุกคนย่อมมีความคิดและเหตุผลเป็นของตัวเอง
ในเมื่อเรามาอยู่ในสังคมที่ใหญ่ขึ้นจากกรอบแคบๆในโรงเรียนและที่บ้านแล้ว
ก็ควรจะทำความเข้าใจคนอื่นให้มากขึ้น
"ทุกคนก็ไม่ต่างกัน แต่ก็ไม่ได้เหมือนกันทุกคน"
ฉะนั้น...สิ่งที่เราเห็น อาจไม่ใช่สิ่งที่เราคิด

จริงอยู่ ...สิ่งที่เราเห็นอาจทำให้เราไม่พอใจและรู้สึกไม่ชอบใจเพราะตัดสินและคิดไปแล้ว
ว่าต้องเป็นแบบนั้นแน่นอน
-อยากให้ถามหรืออย่างน้อย ถ้ารู้สึกว่าเราแย่นะ ก็มาบอกกันก็ดี
พร้อมรับฟังและแก้ไขเสมอ เพราะมันอาจเป็นเรื่องเข้าใจผิด จริงๆแล้วอาจไม่มีอะไรผิดปกติก็ได้
เราเป็นคนเปิดเผย ไม่ใช่ผู้หญิงที่มานั่งไว้ท่าแต่ความจริงง่ายยิ่งกว่า
ทุกสิ่งที่ทำไป มันก็ออกมาจากความรู้สึก อาจจะดีบ้าง ไม่ดีบ้าง
ถูกใจและไม่ถูกใจใครบ้าง แต่อย่างน้อยเราก็ไม่เคยเสแสร้ง
ถ้าใครเล่นมา เราก็เล่นตอบ ใครรู้สึกดี เราก็รู้สึกดีตอบ มันแปลกตรงไหน


ทำไมเราต้องมานั่งอธิบาย ทำไมเราต้องมาแคร์กับคำพูดคนอื่น
-ก็เพราะคำพูดเหล่านี้มันหลุดออกมาจากปากเพื่อนเราไง อย่างน้อยก็เคยพูดคุยและรู้สึกดีต่อกัน
อาจจะไม่พอใจกับความเป็นปกติ ตัวของเรา แต่อย่างน้อย ก็ไมไ่ด้อยากให้มองเพื่อนคนนี้ไนแง่ลบ(มากๆ)แบบนั้น
ก็ไม่ได้อยากจะทำตัวดูดีหมดทุกเรื่อง แต่คิดว่า มันไม่ยุติธรรม
แต่ก็อย่างว่า จะถามหาอะไรกับความยุติธรรม โลกนี้ไม่มีอยู่แล้ว คำๆนี้

ก็คงจะโทษใครไม่ได้ว่าทำไมถึงพูดถึงเราแบบนั้น
คงต้องย้อนกลับมาดูตัวเองจริงๆ เราคงอัธยาศัยดีเกินไปจนน่าหมั่นไส้
หรือพวกเธออาจจะไปเห็นเหตุการณ์อะไรบางอย่างแล้วพากันเข้าใจผิด ใส่สี ใส่กลิ่นปรุงแต่งกันไป
หรือถ้าจะเอาง่ายๆ ก็คงเป็นเรื่องของเวรกรรม ที่เคยเบียดเบียนกันแต่ชาติก่อนๆ
เราจะไม่โกรธ หรือแค่นเคืองใครเลย ก็แค่อยากให้เข้าใจ(บ้าง)

หรือพวกเธอจะถามเราว่า มันก็เรื่องของเธอสิ มาบอกมาอธิบายทำไม ไม่ได้สนใจอยู่แล้ว
จะเป็นยังไงก็เรื่องของเรา





ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า............





แล้วมึงมานินทากูทำไม????????? ถ้ามึงไม่คาใจและสนใจกู







ฤดูหนาววันนี้ก็คือ...

ขนาดคนที่บอกว่ารัก เขายังทำให้ฉันรู้สึกว่า
ฉันยืนโดดเดี่ยว ยืนหนาวคนเดียวบนโลกใบนี้
ไม่มีใครอยู่เคียงข้างกาย
ไม่มีใครเลย ก็คงได้แต่กอดตัวเอง

ให้ผ่านพ้นวันนี้ไป...............

ฤดูที่แตกต่าง( 1 )

วันนี้...ช่างเป็นวันที่หลากฤดูจริงๆ
ดีใจนะ ที่ได้เจออะไรพร้อมกัน ตู้มมมมม..ทีเดียว
แต่ก็อย่างว่านะ ประมวลผลไม่ค่อยทัน เครื่องรวน

มีทั้งฤดูร้อน ถึงมันจะร้อน มีทั้งเหงื่อที่สุดแสนจะเหนียวตัว
แต่มันก็ดูสดใสและสดชื่นดี

มีฤดูฝน ตอนแรกๆก็ดุเหมือนตกปรอยๆ นานๆไปก็เริ่มจะมีพายุโหมกระหน่ำเข้ามา...อย่างไม่ขาดสาย
และมีทีท่าว่าจะไม่หยุดตกง่ายๆ

และมีฤดูหนาว มันช่างหนาวมาก หนาวเหลือเกิน หนาวเกินกว่าที่ผ้าห่มจะทำหน้าที่ของมันได้
หนาว....และดูอ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว หนาวที่สุดในโลก

ภายในวันเดียวกัน มีตั้ง 3 ฤดูแน่ะ และมันก็สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันแบบนี้
วันละหลายๆรอบ วนไปวนมา แต่รายละเอียดในเหตุการณ์มันจะต่างกันออกไป

แน่นอน คนที่ได้รับผลกระทบ(แบบเต็มๆ)อย่างฉันก็ย่อมรู้สึกแตกต่างเช่นกัน
และรู้สึกได้อย่างชัดเจนมากด้วย ชัดเจนจนบางที รับสภาพของฤดูนั้นไม่ได้
ถึงแม้จะรู้ว่า...สักวันมันจะผ่านไป ด้วยดี
แต่ก็ยังมองเห็นอยู่ดี ว่าพายุมันต้องเข้ามาสักวัน
ไม่เร็วก็ช้า...

ต้องยอมรับ ใช่ไหม?
ต้องนั่งมองมันเหมือนเพื่อนรัก ใช่ไหม?
ต้องอดทน ใช่ไหม?

ถึงแม้ตรงนี้...จะไม่มีใครที่จะอยู่ฝ่าฟันให้ผ่านพ้นไปด้วยกัน
ฉันจะต้อง อยู่ให้ได้ ใช่ไหม?



มันทำให้รู้ว่า...
มีเพียงตัวเราเท่านั้น ที่จะอยู่กับเราทั้งชีวิต
มีเพียงตัวเราที่เป็นได้ทุกอย่าง อย่างแท้จริง
มีตัวเราที่ไม่เคยทิ้งเรา
อาจจะมีละทิ้งบางอย่างบ้างในบางเวลา เมื่อเห็นคนอื่นสำคัญกว่า
แต่สุดท้าย ก็รู้ว่า ตัวเราสิ สำคัญที่สุด

แรกๆ เราเองอาจจะบอกว่าท้อ เหนื่อย ไม่ไหวแล้ว
แต่ก็ตัวเราเองอีกนั่นแหละ ที่บอกเราว่า อย่านะ อย่าเพิ่งล้มตอนนี้
ยังมีอีกหลายๆสิ่งที่สำคัญกว่าและรอเราอยู่
ยังมีอีกหลายๆสิ่งที่เราเองไม่ใช่หรอ อยากวิ่งไปหามัน
เพราะฉะนั้น.....
อย่าเอามัวเอาใจไปใส่อยู่แต่ตรงนั้น
ควรจะเอาใจไปใส่ที่ที่มันควรจะอยู่มากกว่า

ฉันก็มีเพียงตัวเองนี่แหละ ที่คอยเตือนตัวเอง สอนตัวเอง
เพราะคงไม่มีใครที่พร้อมจะรับฟังปัญหาของคนอื่นทุกเรื่อง
ลำพังเรื่องของตัวเองก็จะแย่อยู่แล้ว แล้วจะไปช่วยเหลือใครได้
ไม่อยากเพิ่มความลำบากใจให้คนอื่นอีกแล้ว
ได้แต่นั่งให้กำลังใจตัวเอง ปลอบตัวเอง
กลับมามองตัวเอง กับทุกสิ่งที่คนอื่นคิดว่าเราผิดพลาด
พร้อมจะแก้ไขทุกอย่าง...หากข้อผิดพลาดนั้นมันเป็นเพราะฉันจริงๆ



วันนี้ ....มันครบรสจริงๆ

วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เสียงของความเงียบ

มีบางเวลาที่เราอยากจะวิ่งเข้าหาความสงบ
อยากวิ่งเข้าหาความเงียบบ้าง

คงเป็นเพราะโลกทุกวันนี้ มันไม่เงียบไง มีแต่อะไรก็ไม่รู้เยอะแยะเต็มไปหมด

แต่รู้ไหม...โลกมันไม่ได้ทำอะไรเลย มันหมุนอยู่ดีๆของมัน
มนุษย์เราต่างหากล่ะ สรรหาความไม่เงียบกันเข้ามาเอง
แล้วอ้างว่า...มันเป็นเรื่องของการเข้าสังคม การรวมใจเป็นหมู่คณะ
แล้วเกิดอะไรขึ้น เมื่อถึงจุดอิ่มตัว ก็ตะเกียกตะกายวิ่งเข้าหาความสงบกันยกใหญ่

ทำตัวเองทั้งนั้น................


เมื่อยังมีโอกาส ก็อยากจะลองวิ่งเข้าหาที่ที่เขาว่ากันว่า ทำให้สงบดูบ้าง
ที่ที่ได้สัมผัสมาตั้งแต่เด็ก แต่เพิ่งมารู้ความหมายเมื่อ3ปีที่แล้วนี่เอง

มันก็เป็นเพียงสนามฝึกซ้อมดีๆนี่แหละ
ทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมและเป็นใจทั้งหมด ทั้งสถานที่และบรรยากาศ ส่วนผู้คนก็คงไม่ต่างกันหรอก
มันเป็นเพียงโลกของความฝันเพื่อให้เราเรียนรู้ตัวเอง อยู่กับตัวเอง(เขาว่าไว้อย่างนั้น)

เวลาใครพูดว่า ไปวัด ไปค่ายธรรมะ รู้สึกสงบอย่างนั้นอย่างนี้
ฉันไม่เคยเชือเลยสักนิด

ยิ่งอยู่กับตัวเองมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเจอกับความไม่สงบมากเท่านั้น
ไหนจะความคิด ความฟุ้งซ่าน เพ้อเจ้อกับตัวเอง คิดนู่นคิดนี่
มันน่าจะเป็นสิ่งที่เขาจูงมาให้เจอมากกว่า มันไม่ได้สงบเร็วขนาดนั้นหรอก
คนที่สงบได้จริงๆก็มีเพียงพระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์เท่านั้นแหละ
เราคงทำได้แค่เรียนรู้และอยู่กับมันให้ได้มากกว่า หรือแค่หยุดคิดได้เป็นพักๆ


ทันทีที่ถึงเวลานอน...หลอดไฟเริ่มหรี่แสงลงจนแสงสว่างนั้นกลายเป็นความมืด
ถ้าอยู่ในเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะปิดไฟทุกดวงในบ้านแค่ไหน ก็ยังจะมีแสงให้เรามองเห็น
ซึ่งมันก็ไม่ต่างอะไรกับเปิดไฟ...

แต่ที่นี่ มืดมาก มันมืดจริงๆ
ยิ่งเบิกตากว้างเท่าไหร่ ยิ่งมองอะไรไม่เห็น ไม่เห็นอะไรเลย
ลองยกมือขึ้นมาดูใกล้ๆ ก็ยังมองไม่เห็นแม้แต่เงาเพราะเป็นคืนเดือนมืด
ก็เลยจำต้องค่อยๆปิดเปลือกตาลง
ทุกชีวิตที่อยู่ข้างๆหยุดความเคลื่นไหว ความเงียบเริ่มบังเกิดขึ้น
ยิ่งดึก ยิ่งเงียบ...แต่ทำไมยิ่งรู้สึกว่ามันมีอะไรดังก้องหูตลอดเวลา
เสียงนั้นมันดังมาก ดังยิ่งกว่าเปิดเพลงดังๆซะอีก
ดังจนน่าอึดอัด สิ่งเดียวที่ทำได้คือ...

นอนฟัง เสียงของความเงียบ นั้น

แล้วคิดได้ว่า นี่ต่างหากที่เขาต้องการให้เรามาหา
นั่งมอง นั่งฟังตัวเอง จะได้พ้นจากความอึดอัดน่ารำคาญที่เราเลี่ยงไม่ได้
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เงียบสงัดแค่ไหน ถ้าตัวเราเอง ใจของเราเองไม่เงียบ



เราก็หาที่ที่เงียบไม่ได้อยู่ดี

วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Murraya

เอนทรีแรกที่อยากจะเขียนก็คือ ที่มาของ Murraya

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันอ่านว่าอะไรกันแน่


เมอ-รา-ย่า หรือว่า เมอ-รา-ยะ- หรือ เมอ-ระ-ยะ


แต่ก็ช่างมันเถอะ เพราะเราเน้นไปที่ความหมายของมันต่างหาก



เกริ่นเรื่องด้วยดอกไม้ที่ชอบก็แล้วกัน (อาจจะงงว่ามันเกี่ยวอะไรกับชื่อเอ็นทรี)

เอาน่า ใจเย็นๆ จะพยายามทำให้มันเชื่อมโยงกันให้ได้ก็แล้วกัน

เมื่อก่อน ดอกไม้ที่โปรดปราณก็คือ "กุหลาบสีขาว"

คิดว่า มันคือสัญลักษณ์ของความรักที่บริสุทธิ์(ตามสเต็ป) อีกอย่างก็คือ

สีขาว มีกลิ่นหอมมากกว่ากุหลาบสีอื่นๆ (ในความรู้สึกส่วนตัว กุหลาบสีแดงน่ากลัวสื่อถึงความหลอกลวง)


ตลอด19ปีที่มีชีวิตอยู่มาเนี่ย เพิ่งเคยให้ดอกกุหลาบสีขาวแก่ผู้ชายที่รักครั้งแรกสมัยเรียนอยู่ปีที่1

(ซึ่งก็เพิ่งผ่านมาหยกๆ) ตอนที่เขาแสดงละครเวทีรอบสื่อมวลชน

ก่อนจะให้คิดอยู่นานมาก เพราะเขิน เก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านในเสื้อคลุม

จนก้านดอกไม้หักเลย... แต่ก็ให้จนได้


กุหลาบขาวมันไม่เกี่ยวกับชื่อบล็อกนี้หรอกนะ 555+

แต่ที่อยากจะกล่าวต่อไปก็คือ

ตอนนี้น่ะ ดันมีดอกไม้ที่ชอบเพิ่มมาอีก1ชนิดแล้ว

นั่นก็คือ "ดอกแก้ว"


ตอนแรกไม่รู้่จักหรอกว่าหน้าตาเป็นยังไง รู้จักแต่ชื่อ

เพิ่งรู้จักเมื่อไม่กี่วันนี้เอง และก็หลงรักอย่างบอกไม่ถูก****

(ความจริงมันมีที่มานะ)


"ดอกแก้ว" เป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมมาก ดอกสีขาว และเกสรสีเหลือง

แต่เสียดายที่บอบบางเหลือเกิน จึงต้องได้รับความอ่อนโยนซะหน่อย

ถ้าจะให้ตั้งชื่อบล็อกว่าดอกแก้ว ก็คงจะเดาง่ายเกินและคงไม่มีใครอยากรู้

ก็เลยเอาชื่อทางวิทยาศาสตร์ของมันมาเลย

แล้วมันก็ไม่ทำให้ผิดหวังกับตัวอักษรทั้ง7ตัวนี้




Murraya




ชอบชื่อนี้จัง^^