วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เพื่อน....

ฉันคิดว่า....
การที่เราจะพบเจอใครสักคนหนึ่งมันไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยทีเดียว
มันเป็นเรื่องที่วิเศษและมหัศจรรย์มาก
เพราะการเจอใครสักคนหนึ่งนั้น มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ
ถึงแม้ว่าจะเป็นคนที่เดินสวนกับเราไปแล้วยิ้มให้กัน
ก็เป็นเหตุผลเดียวกัน....ฉันเชื่อว่าไม่ใช่ความบังเอิญ

ถ้าให้นั่งย้อนประมวลผลนี่ คงจะทำเป็นหนังสั้นที่น่าสนุกเลยทีเดียว

ย้อนต่อไปอีกตั้งแต่จำความได้
นอกจากพ่อแม่พี่น้องและญาติโกโหติกาแล้ว
เราก็เจอครูบาอาจารย์และคนที่เราตื่นเต้นมากที่สุดก็คือ
"เพื่อน"

มันเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อเรารู้ว่าจะได้ไปเจอเพื่อนใหม่
คนใหม่ๆและอะไรใหม่ๆที่มาพร้อมกับเพื่อนใหม่นี้

แต่ตอนนั้นก็คงคิดอะไรได้ไม่มากนอกจากหาความสนุก
วิ่งไล่หยอกล้อกันตามประสาเด็กๆ
แต่เราก็แยกแยะได้ตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่า
คนไหนที่เราชอบและเพื่อนคนไหนที่เราไม่ชอบ

ชอบคนนั้นเพราะเขาเล่นกับเราและแบ่งขนมให้เรากิน
ไม่ชอบคนนี้เพราะมันชอบแกล้งเราให้เราเจ็บตัวจนร้องไห้ไปฟ้องแม่

และบางเวลาก็อาจชอบและไม่ชอบเพื่อนคนๆเดียวกันเลยก็มี

เราจำได้ว่าตอนป.๓ มีเพื่อนใหม่คนหนึ่งเพิ่งย้ายมาจากโรงเรียนใกล้ๆ
เป็นเด็กผู้หญิงน่ารักๆ ผิวขาว ท่าทางเรียบร้อย
ที่สำคัญ "เธอเรียนเก่งและรวย"
ใครๆในห้องต่างให้ความสนใจเธอเป็นอย่างมาก
รวมถึงตัวฉันเอง

จนเรากลายมาเป็นเพื่อนสนิทกัน ตอนนั้นฉันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ
แต่ความเป็นจริงแล้ว ฉันรู้สึกแบบนั้นอยู่ฝ่ายเดียว
เธอไม่เคยคิดว่าฉันเป็นเพื่อนสนิทของเธอเลยแม้สักวินาทีเดียว
ทั้งๆที่ฉันก็เฝ้าดูแลเธอและคอยปกป้องเธอมาโดยตลอด
โดยคิดเพียงว่า มีเพื่อนสนิทกับเขาสักคนหนึ่งแล้ว
ก็อยากทำอะไรดีๆให้แก่กัน

แต่ฉันก็มารู้ความจริง ตอนที่ครูให้ขนของในลิ้นชักกลับบ้าน
เพื่อเตรียมตัวจัดห้องสอบ
ด้วยความที่ฉันรักเธอและอยากช่วยเหลือเธอ
ฉันจึงอาสาช่วยเธอขนของในลิ้นชักเธอออกมาใส่ถุง
แต่เธอก็ปฏิเสธ และบอกว่า"ไม่เป็นไร"
เราสองคนยื้ออยู่นานมาก จนฉันช่วยเธอจนได้
ในขณะที่ฉันหยิบหนังสือกองโตออกจากลิ้นชักของเธอนั้น
ก็เห็นเศษกระดาษใบหนึ่งปลิวตกลงมาที่พื้น

น่าแปลกใจที่เธอรีบเก็บทันที ฉันก็อยากรู้
นึกว่าเธอเขียนความในใจถึงเพื่อนผู้ชายหรือเปล่า
ก็แย่งกระดาษใบนั้นกับเธอด้วยอารมณ์เล่นๆ
แต่เมื่อแย่งมาได้แล้ว ข้อความทุกตัวอักษรที่เขียนในนั้น
มันทำให้ฉันตัวสั่น ใจสั่น และมือสั่นไปหมด

ถ้าเป็นคุณ จะรู้สึกอย่างไร
เมื่อเห็นเพื่อนที่เรารัก เขียนด่าเราด้วยข้อความที่หยาบคาย
และไม่หลงเหลือร่องรอยความรู้สึกความเป็นเพื่อนอยู่เลย

ในขณะที่เราเห็นเค้าเป็น"เพื่อนสนิท" แต่เค้ากลับมองเราว่าเป็น"ศัตรู"

แต่ฉันก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาสักคำ ได้แต่ยิ้ม(แหยๆ)และขยำกระดาษใบนั้นทิ้งไป
พยายามบอกกับตัวเองว่า"ไม่จริง"และพูดคุยกับเธอเหมือนเดิม
พอขึ้นป.๕ เราก็อยู่กันคนละห้อง แล้วก็ไม่ได้พูดคุยกันอีกลย
แต่ความทรงจำในครั้งนั้นมันก็ฝังใจฉันเรื่อยมา...จนถึงทุกวันนี้

เมื่อจบป.๖ ฉันก็ต้องย้ายไปเรียน ม.๑ ที่ต่างจังหวัดกับแม่
ความรู้สึกตื่นเต้นก็เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
เตรียมพร้อมทุกอย่างสำหรับการพบเพื่อนใหม่ที่ไม่ใช่คนถิ่นเดียวกัน

แต่เมื่อถึงเวลาได้พบจริงๆ กลับไม่เป็นเช่นนั้น
ด้วยความที่เขามองฉันเป็นคนต่างถิ่นและพูดภาษาแบบเขาไม่ได้
การแบ่งแยกก็เริ่มขึ้น แต่ไม่ใช่การเหยียดซะทีเดียว
ส่วนใหญ่จะอยู่ในอารมณ์แบบว่า "จุดเด่น" เสียมากกว่า
เพราะตอนนั้นรู้สึกว่าไม่ว่าเราจะทำอะไร ทุกคนต่างให้ความสนใจไปหมดทุกอย่าง
ครูก็มักมอบหมายงานและกิจกรรมให้ทำ
คล้ายกับว่าเป็นลูกรักเลยก็ว่าได้ คนหมั่นใส้มันเลยมี
(ถ้าจะให้เข้ากับกระแสทุกวันนี้ก็คงไม่ต่างกับเมธาวี)

อยู่ที่นั่นมาหกปี จนรู้สึกว่าฉันกลายเป็นคนที่นั่นไปแล้ว
เพราะมีเพื่อนและทุกๆคนรู้จักและยอมรับในตัวฉัน
เพราะฉันเป็นประธานนักเรียนและเป็นเด็กกิจกรรมตัวยง

ในตอนมอต้น กลุ่มเพื่อนของฉันเยอะมาก มีทั้งหมดเกือบสิบคน
แต่พอฉันย้ายไปเรียนที่กรุงเทพแค่เทอมเดียวแล้วกลับมา
ทุกคนต่างกระทำต่อฉันเหมือนฉันไม่มีตัวตน
ฉันเลยไม่อยากที่จะทนอยู่ในฐานะแบบนั้นได้อีก

ต่อมาก็ได้มาอยู่กับเพื่อนที่ฉันเคยเกลียดมากที่สุดคนหนึ่ง
เธอเป็นคนที่สวยมาก หนุ่มๆในโรงเรียนต่างเข้ามาจีบเธอมากมาย
(แปลกใจเหมือนกันทำไมชอบมีเพื่อนหน้าตาดีๆ)
ในตอนแรกรู้สึกว่าจะไปกันได้ดี เราอยู่ด้วยกันมาจนถึงมอสี่

หลังจากนั้นไม่นาน ทุกอย่างมันเริ่มเดินทางจนถึงจุดที่อิ่มตัว
และฉันไม่อาจที่จะทนอยู่ต่อไปได้แล้ว
ในเมื่อตลอดการเดินทางของเรา ฉันต้องเป็นฝ่ายที่ยอมอยู่เสมอ
และเธอก็เป็นฝ่ายที่เอาเปรียบฉันและทำร้ายฉันด้วยคำพูด
และการกระทำประชดอยู่เสมอ

ฉันยังงงกับตัวเองเลยว่า"เฮ่ย เราทนมันมาได้ไงวะตั้งสองสามปี"

จนถึงเวลาที่ฉันจะต้องไปจากเธอ(อีกแล้ว)
ฉันมั่นใจมากว่าไม่ได้รู้สึกแบบนี้กับเธอเพียงคนเดียว
เพราะเพื่อนในห้องเกือบทุกคนต่างคิดแบบเดียวกับฉัน
และเพื่อนที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในกลุ่มด้วยไม่นานก็บอกแบบนั้นเช่นกัน

สุดท้ายก็เหลือเพื่อนสี่คนรวมฉันด้วย
เราสี่คนที่เหลือนี้ ฉันคิดว่ามันเป็นอะไรที่ลงตัวที่สุดในชีวิตฉันแล้ว
ถึงแม้ว่าฉันจะเคยทำอะไรบางอย่างในบางครั้งให้พวกเขาลำบากใจ
แต่เราสี่คนก็มีกันอยู่ถึงทุกวันนี้ และนั่นเองก็ทำให้ฉันรู้สึกว่ามี"เพื่อนสนิท"

แต่เมื่อเราจบม.๖ เราต่างคนต้องแยกย้ายกันไปตามทางเดินของตัวเอง
ถึงความเป็นเพื่อนจะยังคงอยู่
แต่เราก็ไม่ได้เจอกันทุกวันเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไปแล้ว
ความสนิทสนมกันก็เริ่มห่างๆกันไปพร้อมกับการพบเจอเพื่อนใหม่
และสังคมใหม่ที่เรากำลังจะไปเผชิญ

ในสังคมมหาวิทยาลัยนี้ เกือบสองปีที่ผ่านมา
ฉันยังไม่เคยรู้จักคำว่า"เพื่อน"จริงๆสักที
ฉันอยู่โดยที่ไม่มีเพื่อนสนิทจริงๆเลยสักคน
บางคนเหมือนจะใช่ แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่เลย

เพราะฉันคิดว่า "เพื่อน"ควรจะมีความสุข
และพอใจในความสุขของเพื่อน พร้อมที่จะเข้าใจเพื่อน
ไม่ใช่มัวแต่เอาตัวเองเป็นที่ตั้งและอึดอัดกับสิ่งที่เพื่อนมีความสุข

ในเวลาที่พวกเขามีความสุข ฉันไม่เคยอยู่ในที่ตรงนั้น
แต่เมื่อไหร่ที่พวกเขามีความทุกข์และเจอปัญหา
นั่นแหละ จะเป็นเวลาที่ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นชักโครก

ฉันไม่ได้เบื่อที่จะรับฟังปัญหาของคนอื่น
แต่ฉันก็ไม่เข้าใจว่า ในเมื่อฉันรับฟังเธอแล้ว
ทำไมเธอไม่อยากที่จะรับฟังปัญหาของฉันบ้าง
ปัญหาของฉันที่ฉันเคยปรึกษาเธอ
เธอก็ตัดสินฉันว่าเป็นคนไม่ดีและไม่พอใจในการกระทำของฉัน

อย่างนี้จะเรียกว่าเพื่อนได้อย่างไร???

บางทีฉันก็เบื่อกับการที่ต้องมานั่งฟังเพื่อนคนหนึ่งนินทาเพื่อนอีกคน
เมื่อพวกเขาทะเลาะหรือมีปัญหากัน
แต่เมื่อพวกเขาดีกัน ฉันก็รู้สึกว่าโดนรุมนินทาบ้าง

ฉันไม่เคยทำแบบนี้ เพราะมั่นใจว่าฉันเองจริงใจและจริงจังกับคำว่า"เพื่อน"

ฉันเคยคิดมากเรื่องเพื่อน จนทำให้ต้องมานั่งร้องไห้ตลอดในช่วงเทอมแรกๆของปีสอง
ฉันไม่เข้าใจว่า การเป็นเพื่อนกัน ถ้าไม่เคารพกันจะเป็นเพื่อนกันได้ยังไง

ตลอดช่วงเวลา ณ ตอนนั้น
ถ้าฉันไม่มี"เขา" ผู้ชายที่ฉันรัก
ที่คอยอยู่ข้างๆและให้กำลังใจฉันตลอดเวลา
ทำให้ฉันรู้ว่า ฉันไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ ก็คงจะแย่มากทีเดียว

มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ที่ถึงแม้ว่าในตอนนี้
ฉันกับเพื่อนพวกนั้นถึงจะดีกัน พูดคุยกันเหมือนเดิมแล้ว
แต่ก็ยังเห็นฉันอยู่กับ"เขา"เหมือนเดิมอยู่

ฉันรู้และเข้าใจดีว่า เพื่อนอาจจะรู้สึกอึดอัดใจเมื่อเห็นฉันอยู่กับ"เขา"
อยากให้ฉันมีเวลาให้กับเพื่อนบ้าง
แต่เวลาตรงนั้นสำหรับฉันที่มันเคยมีความสุข
มันก็ได้หายไปหลายส่วนแล้วเหมือนกัน
หายไปพร้อมกับความรู้สึกดีๆบางอย่างระหว่างเราสามคน

ในเมื่อโลกของพวกเขาก็มีแค่สองคน
ดังนั้น โลกของฉันก็คงจะมีแค่"ฉันกับเขา"สองคนเช่นกัน

ในขณะที่ฉันมีความทุกข์ที่สุด ฉันยังไม่เคยเป็นพวกเขาเข้ามาปลอบใจสักคน
แล้วเวลาที่ฉันมีความสุข ฉันก็คงต้องมีความสุขกับตัวเอง
และ"เขา"ที่อยู่กับฉันเสมอ

อยากมีเพื่อนสักคน ที่รักเราเหมือนที่เรารัก
ที่จริงใจกับเราเหมือนที่เราจริงใจ
ที่ไม่คิดเป็นศัตรู และไม่คอยอคติกับเรา
อยากมีเพื่อนที่มีเหตุผล ทำอะไรแบบมีเหตุผล
พูดตรงไปตรงมาแบบถนอมน้ำใจคนอื่น
และที่สำคัญ "ไม่เห็นแก่ตัว"

เมื่อก่อนฉันอาจจะใส่ใจในความรู้สึกพวกเธอมากเกินไป
แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่า
ฉันก็ควรใส่ใจตัวเองให้มากๆเหมือนกัน

วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

คนหนึ่งคน....คนคนหนึ่ง

ฉันเคยรู้สึกตะหงิดใจกับการเริ่มต้นความรักกับคนคนหนึ่ง
เขาเป็นคนหนึ่งคนที่หน้าตาดีและใครๆต่างให้ความสนใจ
รวมถึงตัวฉันเองที่ให้ความสนใจเขามากไม่แพ้กัน
แต่ความรู้สึกในตอนนั้น ฉันอาจคิดแค่เพียงว่า
อยากแอบชอบคนหนึ่งคน(ใครก็ได้)ได้นานๆสักที(เหมือนในการ์ตูน)

และ"เขา"ก็เป็นคนคนนั้น ที่ฉันเลือก

ที่รู้สึกตะหงิดๆ ก็เพราะว่ามันเป็นการเริ่มต้นที่ฉันไม่เคยเจอ
และรู้สึกว่า มันผิดแปลกตามขั้นตอนที่(หลายคนปลูกฝังว่า)ควรจะเป็น
ตามสเด็ปแล้ว ผู้ชายต้องเป็นฝ่ายเข้าหาและจีบผู้หญิงที่ตัวเองพอใจ
แต่ขั้นตอนของฉัน ฉันขอเป็นคนเริ่มต้นก่อนกับคนที่ฉันเองพอใจ

ไหนๆก็มีวลีที่ว่า"สวยเลือกได้"แล้ว มันก็ควรจะเป็นแบบนี้แหละ
ถึงจะเลือกได้ของจริง ฮ่าๆๆ
จะผิดตรงไหนกัน ถึงเราเริ่มก่อน
แต่ถ้าเค้าไม่พอใจเราเค้าก็คงไม่ตกลงปลงใจกับเราจนมาถึงทุกวันนี้

มีผู้หญิงอีกมากมายที่รอให้เค้าเข้าหา
แต่เรา...ก็เป็นผู้หญิงที่เค้าเลือกเหมือนกัน
นี่ก็คงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เพิ่มคุณค่าให้กับตัวเราเอง

ใครจะมีความเชื่อว่ายังไงก็ช่างเถอะ
อย่างน้อย ฉันก็ไม่อยากเล่นตัวอะไรพร่ำเพรื่อ
ไม่อยากจะใช้มารยาหญิงอย่างที่เขาทำๆกัน
ที่ก็ชอบเค้าแทบเป็นแทบตาย แต่ทำทีเป็นเฉยๆ
ไม่อยากเป็นแนวที่ว่า
"เหนือกว่าตอนเริ่มต้น แต่ต้องตกเป็นผู้ตามในตอนหลัง"

ลองนึกดูสิ ในตอนที่ผู้ชายเข้ามาจีบเรา
อยากได้เราเป็นเราเป็นแฟนแทบเป็นแทบตาย
เขาจะยอมทำทุกอย่างให้เราพอใจและรับรักเขา
ทำทุกอย่างที่คิดว่าเราจะชอบ แต่ถ้าตามมารยาหญิงสูตรต้นตำหรับ
ก็คงจะเล่นตัวและทำทีไม่สนใจ สงวนท่าทีไว้
แต่ลึกๆก็อยากจะตอบรับตั้งแต่วันแรกเลยด้วยซ้ำ
แต่พอเป็นแฟนจริงๆ เราเองต่างหากต้องทำทุกอย่างให้เขาพอใจ
เพื่อรักษาเขาไว้ไม่ให้ไปจากเรา ก็ไม่ต่างอะไรกับต้องยอมทุกอย่าง

ฉันว่าการเริ่มต้นของฉัน ถึงแม้มันจะตะหงิดๆผิดหลักสูตรอยู่บ้าง
แต่มันก็เป็นการที่เราเริ่มพร้อมๆกัน
เราอาจจะเป็นฝ่ายทุ่มเทให้กับเขาในช่วงแรก
แต่เราก็รู้สึกได้ว่า หลังจากนั้น เราไม่ได้ทุ่มอยู่ฝ่ายเดียว
แต่เราทุ่มเทร่วมกัน ให้กันและกัน

มันช่างรู้สึกดีจังเลย กับการที่เริ่มต้นก่อน
ความรู้สึกก็คงเหมือนกับผู้ชายที่ได้ผู้หญิงที่เราจีบนั่นแหละ
เขาก็จะคอยทำทุกอย่างเพื่อรักษาเราไว้

เราเอง....ก็จะทำทุกอย่างเพื่อรักษาเขาไว้เหมือนกัน

แต่เขาก็เป็นคนคนหนึ่ง ที่มีอดีต อาจจะเป็นอดีตที่ไม่ได้จบด้วยการเป็นแฟนกัน
แต่มันก็ทำให้ฉันเก็บมาคิดมากจนลามไปถึงจุดเริ่มต้นที่ฉันแสนจะภูมิใจนี้

มันทำให้ฉันคิดว่า จุดเริ่มต้นนี้มันผิดมหันต์
และไม่ควรจะเริ่มต้นมันเลยเสียด้วยซ้ำ

แต่ ณ วันนี้
เขาบอกฉันอยู่เสมอว่า
"ไม่ว่าจุดเริ่มต้นจะเป็นยังไง เขาเคยรักใครทุ่มเทให้ใคร
มันก็ไม่สำคัญเท่ากับวันนี้ที่เรารักกัน จุดเริ่มต้นมันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
ไม่ว่าใครจะรักใครก่อน แต่วันนี้เราสองคนรักกันมากมันก็น่าจะลบล้างได้
เพราะความรู้สึกที่เขามีให้เรามันมากเกินกว่าที่จะไปนึกถึงจุดเริ่มต้นหรืออดีตที่ผ่านๆมา"

ฉันเป็นคนหนึ่งคน ที่ก็ไม่ได้มีอะไรดีไปมากกว่าคนอื่น
แต่ฉันก็มั่นใจว่าเมื่อฉันมอบความรักให้กับใคร
ก็ให้ได้มากไม่แพ้ใคร......

ทุกวันนี้ ชีวิตของฉันก็มีครอบครัวและเขา
ที่คอยอยู่เคียงข้างฉันตลอด
เขาเป็นคนใจเย็นมาก ส่วนฉันเป็นคนใจร้อน

"คนหนึ่งคนจะอยู่กับคนคนหนึ่งได้นานแค่ไหนกันนะ"

มันอาจเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบหรือเป็นคำถามที่ไม่ควรจะถามเลยด้วยซ้ำ
เมื่อมีความรัก ก็ไม่ควรคาดหวังอะไรไปมากไปกว่าวันนี้ที่มี
ฉันเคยคิดคำถามนี้อยู่ในหัวเสมอและกลัวไปล่วงหน้า
สุดท้าย เราก็ไม่มีวันรู้อยู่ดี จนกว่าจะพอเจอวันนั้นด้วยตัวเอง

คนคนหนึ่ง....อาจเป็น"แค่"คนหนึ่งคนสำหรับอีกคนหนึ่ง
แต่"เขา"เป็นคนคนหนึ่ง...ที่เป็น"ตั้ง"คนหนึ่งคนของฉัน


"ได้เกิดมาเจอเธอทั้งที...ไม่ว่ายังไงจะลองดีสักวัน
อยากรักก็ต้องเสี่ยง...ไม่อยากให้เธอเป็นเพียงภาพในความฝัน"


"ฉันไม่ได้ฝันอีกต่อไปแล้วนะ"


วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ตระกร้ากับหัวใจ

ก่อนหลับตาลงเบาๆ...ด้วยความอ่อนเพลีย
เหลือบไปเห็นตู้เสื้อผ้าไม้ 3 ตู้เรียงกันที่อยู่ปลายเตียง

ไม่ต้องแปลกใจหรอกค่ะว่าทำไมคนเดียวมีตั้ง 3 ตู้
ก็ชีวิตเด็กหอนี่คะ ไม่ได้อยู่คนเดียวสักหน่อย

มองเข้าไปในตู้กลาง ที่เหมือนกับว่าไม่เคยปิด
ก็เห็นเสื้อผ้าอันน้อยนิด แป้ง1กระป๋อง หวี1อัน
หมวก2ใบ และ
.....ตะกร้าใส่อุปกรณ์อาบน้ำเล็กๆสีชมพู1ใบ

นอนจ้องอยู่นาน....


ฉันมักจะหิ้วตะกร้าใบนี้เข้าห้องน้ำอยู่เสมอ
เมื่อฉันต้องการจะชำระล้างเหงื่อไคลออกจากร่างกาย
ขั้นตอนแรก สระผม
ในระหว่างหมักครีมนวดก็จะแปรงฟันแล้วค่อยล้างผมออก
จากนั้นก็ล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้า
แล้วค่อยใช้สบู่(เหลว)ถูหรือลูบตัว

ฉันทำอย่างนี้ทุกครั้ง ทุกวัน ทุกเดือน
โดยที่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
ว่าของเหล่านี้มันมีปริมาณเหลืออยู่เท่าไหร่แล้ว

จนวันหนึ่ง.....
เมื่อต้องการสระผม ต้องใช้แรงมากเพื่อที่จะบีบขวดสีชมพูออก
อยากแปรงฟัน ก็บิดแล้วบิดอีกจนมันม้วนเป็นเกลียว
อยากล้างหน้า ต้องเปิดจุกใหญ่ออกแล้วเขย่าใส่อุ้งมือแรงๆ

ของทุกอย่างที่ต้องการจะใช้ แทบจะไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย
ครั้นจะออกไปยืมของคนอื่นก็ไม่ได้ เพราะยังไงมันก็ไม่ใช่ของเรา

กลับมาในห้อง ครีมทาหน้าก็ใกล้จะหมด
ทำไมของทุกอย่างกำลังจะหมด........?????

ครั้นจะไปซื้อใหม่ จะซื้อทีเดียวก็คงไม่ไหว
กำลังทรัพย์มีไม่เพียงพอที่จะซื้อทุกอย่างพร้อมกัน
แต่จะซื้อทีละอย่าง อันที่ไม่ได้ซื้อเราก็จำเป็นเหมือนกัน


จึงคิดได้ว่า.......

ตะกร้าน้อยๆใบนี้ ก็เหมือนกับหัวใจดวงน้อยๆของเรา
ของใช้ที่อยู่ในตะกร้า ไม่ว่าจะเป็น...
สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม โฟมล้างหน้า หรือมากกว่านั้น
ก็เหมือนกับความรักของเรา
ที่ไม่ได้มีเพียงสิ่งๆเดียว แต่มันมีหลายๆอย่าง
ประกอบกันขึ้นเป็นความรัก

เราใช้ความรักอยู่ทุกวัน หรืออาจตลอดเวลาด้วยซ้ำ
ใช้อย่างเดียว แต่ไม่เคยเติม....จนวันหนึ่งมันค่อยๆหมดที่ละอย่าง
แล้วถ้าวันหนึ่ง มันหมดพร้อมๆกันแบบนี้ล่ะ
จะทำยังไง??????

ฉันคิดว่า...
ถ้าเราบริหารที่จะใช้ของที่อยู่ในตะกร้่าให้ดีๆ
หมั่นสังเกตว่า อันไหนกำลังจะหมด
ก็ต้องคอยเติมให้เต็ม อย่าให้ขาด
เพราะถ้าวันหนึ่งทุกอย่างมันหมด
จนเราไม่มีกำลังที่จะหามาเติมได้
คนที่ต้องลำบากและทุกข์ใจ ก็คือ"เรา"

ทุกข์ ..ที่ทุกอย่างหมด
และทุกข์.. ที่ไม่มีกำลังพอที่จะทำให้มัน"มี"ได้อีก

เงิน....รอได้
แต่ความรัก กว่าจะสร้างขึ้นได้
มันต้องใช้ทั้งแรงบันดาลใจจากสิ่งรอบตัว

เพื่อให้มันเกิดขึ้นมา.................

วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Home

คงเป็นสัปดาห์แรกในรอบเปิดเทอมสองสัปดาห์ที่ได้กลับมาบ้าน
รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก....คิดถึงบ้านมากจริงๆ
มันอาจจะดูไม่ใหญ่ ไม่โต ไม่สวย ไม่สบายเหมือนบ้านหลังอื่นๆ

แต่"บ้านหลังนี้"ก็สร้างความสุขให้"ผู้หญิงหน้ากลมๆ"คนนี้มากมาย
เป็นที่พำนักพักพิง เป็นที่ที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย
เป็นที่ที่รวมตัวบุคคลที่สำคัญในชีวิตเข้ากันไว้
เป็นที่ที่พ่อกับแม่สร้างขึ้นด้วยหยาดเหงื่อแรงกายและแรงใจขึ้นมา
(ไม่ได้หมายถึงแบกปูนอะไรทำนองนั้นนะคะ)



มีอยู่ช่วงหนึ่ง.......

ที่ฉันเคยรู้สึกอยากออกจากบ้านนี้ไปให้พ้นๆซะ
เพียงแค่เพราะรู้สึกว่า มันทำให้ฉันอายเพื่อนๆ
มันทำให้ฉันรู้สึกว่า ไม่เหมือนบ้านคนอื่นที่กว้างขวางใหญ่โต
มันทำให้ฉันไม่พอใจ อยากได้บ้านหลังใหม่ที่ใหญ่และสวยกว่านี้
และไม่อยากให้ใครมาบ้าน เพราะไม่อยากให้คนอื่นมาดูถูก


แต่.......วันนี้ ไม่ใช่แล้ว
ฉันไม่รู้สึกอาย
ไม่อยากได้บ้านหลังใหม่
ไม่อยากได้อะไรทั้งนั้น
แต่กลับรู้สึก"ภูมิใจ"และ"ดีใจ"ที่มีบ้านหลังนี้อยู่

เราสามารถอยู่และเติบโตจากที่นี่มาได้เกือบ20ปี
โดยไม่ได้เดือดร้อนอะไร
แล้วจะมัวมานั่งอายทำไมเอาตอนนี้

นั่นเป็นเพราะเราใส่ใจคนอื่นมากเกินไป

สิ่งที่ควรใส่ใจและสนใจกว่าเรื่องขนาดและความสวยงามของบ้าน
นั่นก็คือ"คนในบ้าน"
หากบ้านหลังใหญ่ขนาดไหน แต่คนในบ้านไม่รักกัน
ไม่ผูกพันกัน ไม่มีเวลาให้กัน
จะมีประโยชน์อะไร.......

เพราะขึ้นชื่อว่า"บ้าน"ก็หมายถึง"การพักผ่อน"และ"ความสุข"

สุขกับการที่ได้อยู่ร่วมกันในบ้าน
อาจจะไม่พร้อมหน้าพร้อมตาสมบูรณ์แบบตามแบบฉบับของครอบครัว
แต่เราก็ไม่เคยละทิ้งความห่วงใยซึ่งกันและกัน
เท่านี้ก็นับว่า"โชคดี"แค่ไหนแล้ว

มันกลับยิ่งทำให้ภาคภูมิใจเสียด้วยซ้ำ
ที่ไม่ได้เกิดมาสุขสบาย คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด
เพราะมันทำให้เรามุ่งมั่น
ไม่ใช่มุ่งมั่นเพื่อให้ร่ำรวยทัดเทียมใคร
แต่มุ่งมั่นเพื่อความสุขและสบายของคนในครอบครัว
......ที่เรารักที่สุดในชีวิต



กล่าวถึงครอบครัว...ก็จะมี คนในครอบครัว
ซึ่งจะประกอบไปด้วยพ่อ แม่ พี่ น้องหรือมากไปกว่านั้น
ครอบครัวของฉัน ก็มีพ่อ แม่ พี่สาวสองคนและฉัน
เพียงแค่แม่ไม่ได้อยู่ด้วยกันเท่านั้น
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีแม่อยู่ในครอบครัว
เรายังมีกันและกันเสมอ
รู้ความเป็นไปของกันและกันเสมอ

แต่ที่สำคัญที่สุดที่อยากจะถามก็คือ...
คุณรู้จักคนในครอบครัวของคุณมากน้อยแค่ไหน???

เหตุที่ตั้งคำถามแบบนี้ขึ้นมา
ก็เพราะได้ดูรายการทีวีรายการหนึ่ง
ที่เป็นการตอบคำถามว่ารู้จักคนที่ใกล้ชิดมากน้อยแค่ไหน
ชอบหรือไม่ชอบอะไร

จึงย้อนกลับมาถามพี่สาวที่นั่งข้างๆว่า
"นี่เราอยู่ด้วยกันมาเกือบ20ปีแล้วนะเนี่ย รู้บ้างไหมว่าใครชอบไม่ชอบอะไร"
คำตอบของพี่สาวก็คือ"........."แล้วส่ายหัวเบาๆ

อาจจะจริงอยู่....
ที่เราไม่สามารถบอกได้เป็นอย่างๆอย่างชัดเจนว่าพี่น้องหรือพ่อแม่ชอบอะไร
เพราะถ้าเห็นมันอาจรับรู้ได้โดยสัญชาติญาณและความเคยชิน

ลองคิดดูว่า......
ที่ผ่านมาตั้งแต่เล็กจนโต เราอาจอยู่บ้านเดียวกัน
สายเลือดเดียวกัน กินด้วยกัน นอนด้วยกัน แย่งขนมแย่งของเล่นกัน
แต่ทำไมเราไม่สามารถรู้จักกันและกัน มีแค่เพียงความเข้าใจ

ซึ่่งความใส่ใจของเรานั้น
กลับมีมอบให้แก่ใครก็ไม่รู้ที่เพิ่งมาพบเจอเพียงเวลาไม่นาน
เรากลับใส่ใจเค้า สนใจเค้ามากกว่าคนที่อยู่กด้วยกันมาตลอดชีวิตเสียอีก
เราอยากรู้ว่าเค้าชอบไม่ชอบอะไร อยากทำให้เค้าพอใจ
ในขณะที่เรามองเห็นคนในบ้านเป็นเรื่องปกติ ไม่มีเพิ่มเติมน่าตื่นเต้นอะไร

และทำให้รู้เหตุผลที่ทำให้เราต้องการความรักความ ความห่วงใย
ความเข้าใจ ความเอาใจใส่ของคนรักมากมายนั้น
ว่ามันเกิดจาก อยากมีคนที่จะอยู่กับเราไปอีกนานต่อจากนี้
โดยรับรู้และเข้าใจกันและกันอย่างลึกซึ้งจริงๆ
ที่ไม่ใช่เพียงแค่อยู่ด้วยกันไปวันๆเหมือนคนในครอบครัวที่ทำต่อกัน
สิ่งนี้เป็นเหตุทำให้เกิดความพอดีหรือไม่พอดีขึ้น

เพราะครอบครัวของแต่ละคน...ไม่เหมือนกัน




จากคำตอบของพี่และคำตอบของตัวเองที่ไม่ต่างกันเท่าไหร่
ก็ทำให้คิดได้ว่า....





เรามองข้ามสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปหรือเปล่า??????




วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ห้องเก็บของ......

คิดถึงจังเลยยยย ไม่ได้มาอัพนานมากกกก

วันนี้นับว่าเป็นฤกษ์งามยามดีที่จะได้มานั่งพิมพ์เรื่องราวของตัวเองอีกแล้ว
หลังจากที่เปิดเทอมมาได้เจ็ดวัน ช่างเป็นจ็ดวันแรกที่น่าตื่นเต้นจริงๆ
กับการเตรียมตัวรับมือกับ"อะไร"ใหม่ๆ

ความจริงแล้ว ก็นั่งปรับตัว ปรับใจตั้งแต่ก่อนเปิดเทอมแล้วล่ะ
ทั้งเรื่องการเรียนและสิ่งแวดล้อมหลายๆอย่าง
(ดูเหมือนเพิ่งเป็นเฟรชชี่แฮะ)

แต่ก็อย่างว่าแหละนะ คนเรามันก็ต้องปรับอยู่ตลอดเวลา
ถ้ามัวแต่ทำตัวยึดอยู่กับอะไรเดิมๆในสถานการณ์ที่ไม่ได้เดิมๆด้วย
ก็คงไม่น่าจะเข้าท่าสักเท่าไหร่

เมื่อคืนนี้ นั่งอ่านหนังสือของนิ้วกลม"อาจารย์ในร้านคุกกี้"
ที่"เขา"ซื้อให้ เมื่อก่อนเปิดเทอม
(ก็เพิ่งมารู้ทีหลังเหมือนกัน ว่าเขาก็ชอบนิ้วกลมเหมือนกัน)

นั่งอ่านมาหลายวัน ค่อยๆอ่านไปอย่างไม่รีบร้อน
จึงไม่จบสักที แต่ก็ดีเหมือนกัน
เพราะไม่เห็นจำเป็นจะต้องไปรีบเร่งอ่านอะไรมากมาย
อ่านเมื่ออยากอ่าน ไม่อยากอ่านก็ไม่ยังไม่ต้องเปิด

และเมื่อคืนนี้ นั่งอ่านต่อจนถึงตีสามเป๊ะ
ชอบใจตรงบทนี้มาก "สิ่งมีค่าต้องรักษาให้ดี สิ่งไม่ดีควรโยนทิ้งไป"
โดยนิ้วกลมได้"อาจารย์ห้องเก็บของ"เป็นแรงบันดาลใจ

โดยกล่าวได้โดยสรุปว่า
"บ้าน" ก็เปรียบเสมือนก้อนสมองของมนุษย์ดีๆนี่เอง
ที่เอาไว้เก็บข้อมูลต่างๆมากมายไว้ แล้วทำการประมวลอีกที
ซึ่งแน่นอนที่ข้อมูลเหล่านั้นมีทั้งเรื่องดีและไม่ดี

ก็เหมือนกับสิ่งของในบ้าน มีทั้งของที่ใช้ได้กับใช้ไม่ได้แล้ว
หรือใช้ได้ แต่ไม่ค่อยมีความจำเป็นจะต้องใช้
หากเราไม่จัดเก็บให้"เข้าที่เข้าทาง"
มันก็จะรกรุงรัง สร้างความขัดหูขัดตาให้เราเอง
และอาจจะทำให้สับสนว่าของสิ่งไหนอยู่ตรงไหน

จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างห้องเก็บของเล็กๆไว้มุมหนึ่ง
เพื่อเป็นที่สำหรับ"เก็บ"ของที่พอจะใช้ประโยชน์ต่อไปได้
และของที่ใช้ได้แต่ไม่ค่อยได้ใช้

ส่วนของที่ใช้ไม่ไ้ด้
เราก็ไม่จำเป็นจะต้องเก็บวันมันไว้ให้รกห้องเก็บของอีกทีหนึ่ง
เราควรที่จะทิ้งมันออกไปจากบริเวณบ้านเสียด้วยซ้ำ
เพื่อที่เราจะสามารถเห็นของที่มีอยู่ได้อย่างชัดเจนขึ้น
และจะได้ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านั้นมากขึ้น

"เราไม่ได้จัดห้องเพื่อเคลียร์พื้นที่ให้กับของชิ้นใหม่
เท่ากับจััดเพื่อให้พอใจและเห็นคุณค่าของของเก่าที่เรามีอยู่"

ซึ่งเมื่ออ่านแล้ว ก็นึกถึงคอมพิวเตอร์
ที่จะมี"ถังขยะ"
สำหรับเก็บข้อมูลที่เราไม่ต้องการให้มันเสนอหน้าลัลล้าอยู่ในที่เก็บของเรา
แต่ยามใดที่เราต้องการมันกลับมา เราก็สามารถ"กู้คืน"กลับมาได้
แต่ถ้า"ถังขยะ"มันมี"ขยะ"จนล้นถัง
โดยที่"ขยะ"เหล่านั้น ไม่มีประโยชน์ที่เราคิดจะเอากลับมาใช้อีก
เท่ากับว่า มันเป็น"ขยะ"ที่ไม่ควรค่าเก็บไว้แม้ใน"ถังขยะ"ของเรา

ถ้าเราไม่ทิ้งขยะในถังขยะออกไปบ้าง มันก็สามารถส่งผลกระทบ
ต่อพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์ได้เช่นกัน

ดังนั้น เมื่อมีเวลาว่าง ก็น่าจะหันมาเปิดดู"ถังขยะ"ของเราบ้าง
จะได้มานั่งทบทวนไปในตัวด้วย
ว่า"ขยะ"ชิ้นไหน สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีก
และ"ขยะ"ชิ้นไหน ที่ไม่ควรจะเก็บมันไว้อีกต่อไป
และทำการ"ลบหรือทิ้ง"มันไปในแบบที่ไม่สามารถเอากลับมาให้รกสมอง

"สิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมีมากมาย แต่สิ่งที่ควรค่าแก่การเก็บไว้
....อาจไม่ได้มากมายขนาดนั้น"







สิ่งไหนทิ้ง หรือสิ่งไหนเก็บไว้ เจ้าของห้องตัดสินใจเอง




ปล.ขอบคุณนิ้วกลม สำหรับบทความดีๆที่ทำให้ผู้หญิงหน้ากลมคนนี้
คิดได้ และพร้อมจะลงมือทำมันให้ได้ตั้งแต่วันนี้และต่อๆไป

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เหตุผลง่ายๆ

วันนี้...เป็นวันอาทิตย์ที่แสนเร่าร้อนนนนน(ร้อนมากๆ)

ตื่นเช้าอีกวันแล้ว^^เพื่อดอกแก้วเลยนะเนี่ย
แต่รู้สึกจะอ่อนล้าซะหน่อย เพราะเมื่อคืนนอนตั้งตี2กว่าๆ

วันอาทิตย์ นับว่าเป็นวันพักผ่อนของคนทำงาน
หลายคนนับว่าเป็นวันครอบครัว(ยกเว้นครอบครัวตัวเอง เพราะพ่อหยุดวันพุธ)
พี่สาวคนกลางก็กลับไปแล้ว
ส่วนพี่สาวคนโตก็หยุดอยู่บ้าน(จริงๆซะที)
ตัวเอง...ก็นั่งอยู่บ้านเหมือนเดิม
แต่ไม่ยักจะรู้สึกเบื่อเหมือนคนอื่นที่บ่นๆกันแฮะ
อาจเป็นเพราะชอบหากิจกรรม(ที่คิดว่าสนุก)ทำอยู่ตลอดเวลา

อย่างเช่น ตื่นแต่เช้า ทักทายต้นไม้ด้วยน้ำ
อาบน้ำ กินข้าว กวาดบ้าน จัดโต๊ะ
ในขณะที่ทำก็ฟังเพลงคลอไปด้วยอย่างสบายอารมณ์

วันนี้ไม่ค่อยได้แตะคอมเลย
เพราะพี่สาวคนโตต้องทำงาน จึงแอบมาเล่นได้เป็นพักๆในตอนที่พี่ติดละครตอนบ่าย
(น่าสงสาร)

ก็เลยนั่งอ่านหนังสือที่อยากได้มานานและพอดีมีคนยื่นมันมาให้ด้วยใจจริง

วันนี้ อากาศร้อนนะ แต่ทำไมรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมาก
ฉันกับพี่สาวก็มีพัดลมประจำตำแหน่งคนละตัว(บ้านจนไม่มีแอร์)
แต่ก็ได้ยินพี่สาวบ่นๆอยู่ไม่ขาดสาย
"เฮ่อ....ร้อนๆๆๆๆๆๆๆๆๆ" ทำงานไปก็บ่นไป
ฉันก็ได้แต่นั่งบ้างนอนบ้างอ่านหนังสือไปอย่างเงียบๆ
จนพี่สาวหันมาถามว่า "ไม่ร้อนมั่งหรอ"
ก็เลยตอบไปว่า "ไม่อ่ะ"
"ทำไมอ่ะ ร้อนจะตายชัก"
"ก็มีพัดลมแล้วไง"
"????????"

แล้วพี่ก็บ่นเงียบๆกับตัวเขาเองต่อไป"มีพัดลมแล้วหายร้อนตรงไหน"
ฉันก็ได้แต่นั่งอมยิ้ม อ่านหนังสือต่อไป


นั่นสิ...........
เวลาเขาบ่นว่าอากาศร้อนๆกัน ทำไมฉันไม่ค่อยจะเดือดร้อนอะไร
กลับตอบไปอีกว่า"ถ้าคนใจเย็น เดี๋ยวมันก็เย็นเองแหละ"55+
แต่มันคือความจริง

ในเมื่อมนุษย์มันเป็นพวกหัววอก(ภาษาเหนือไว้ใช้กับพวกที่ฉลาดๆ เรียกแกมด่า)
ก็ผลิตคิดค้นสิ่งที่อำนวยความสะดวก ช่วยคลายร้อนอย่างพัดลม(ก่อน)ไม่ใช่หรือ?
แล้วมันจะแปลกตรงไหนกับเหตุผลง่ายๆที่ตอบออกไป



ว่า"ทำไมไม่ร้อน"

"ก็เพราะมีพัดลมไง"






บางที คำถามบางอย่าง ไม่เห็นต้องตอบด้วยเหตุผลที่ยืดยาวเลยเนอะ

วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ฤดูที่แตกต่าง( 2 )

วันนี้รักธรรมชาติมาก อยากจะเล่าทุกฤดูชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเหลือเกิน
แต่ไม่รู้จะถ่ายทอดออกมาได้หมดไหม


วันนี้....ตื่นตั้งแต่เช้า นานๆจะได้ตื่นเช้าแบบนี้ซะที
รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก กับเสียงนาฬิกาปลุกที่เจื้อยแจ้วทุกๆเช้า
นาฬิกาปลุก ที่คาดว่าคงไม่ได้ทำเพราะหน้าที่
แล้ววันนี้ ก็ทำได้สำเร็จ ที่สามารถปลุกคนขี้เซาอย่างฉันได้
ฉันเรียกมันว่า "เจ้าดอกแก้ว"

ลุกจากที่นอน บิดขี้เกียจซัก 2-3 ที ก็เดินลงมาข้างล่าง
และเดินแวะไปดูต้นแก้วที่ได้มาจากคนที่เห็นคุณค่าและเข้าใจต้นไม้จริงๆมา
มันเริ่มมีใบเหลืองๆแล้ว ดอกแก้วที่ฉันรักนักรักหนา ก็เหี่ยวแห้ง
และร่วงหล่นตามใบของมันที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ
เป็นเพราะเราตื่นเที่ยงทุกวันนี่เอง ไม่ได้รดน้ำและดูแลเหมือนปากที่บอกว่ารักมันเลย
ก็วิ่งไปเอาน้ำมารดและเผื่อแผ่ถึงต้นข้างๆที่เรียงรายอยู่ก่อนแล้ว
จะได้ไม่น้อยใจกัน รู้สึกมีความสุขจัง
วันนี้ฉันได้ดูแลเธอแล้วนะ ...แก้วจ๋า



ฤดูร้อนของฉันวันนี้...

ตื่นเช้า ได้กินข้าวเช้า
ได้รดน้ำต้นไม้
ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา 3 พี่น้อง
กินอาหารครบ 3 มื้อ
ได้เห็นพ่อมีความสุข


ฤดูฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องและยิ่งทวีความรุนแรงในวันนี้...


เรื่องแรก...

เสียใจกับการที่มีคนมาดูถูกและตัดสินในสิ่งที่เราตั้งและมุ่งหมายไว้
มันจำเป็นด้วยหรือที่เราจะต้องบอกทุกเรื่องว่ากำลังจะทำอะไร
มันผิดเสมอไปด้วยหรือที่คนอายุน้อยกว่าจะแสดงความคิดเห็นบ้าง
สิ่งเหล่านี้มันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนเราพูดกันไม่ได้
หรือไม่สะดวกใจที่จะพูดกัน
การที่บั่นทอนความรู้สึกและความสามารถในสิ่งที่อยากจะทำ
ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่รู้จัก จะไม่รู้สึกอะไรเลย
คนเราก็มักจะมีเหตุผลและเป้าหมายเป็นของตัวเอง
เชื่อว่า ไม่มีใครสามารถรู้ความคิดใครได้หมดทุกอย่าง ขนาดถามจากปาก
บางที ยังไม่รู้อะไรเลย


เรื่องที่สอง...

แก้ไม่หายซักที กับการแคร์และใส่ใจ มัวคิดมากกับคนอื่นมากเกินไป
โดยเฉพาะเรื่อง"เพื่อน" อ่อนไหวมากจริงๆ ไม่ว่าจะช่วงอายุไหน
ก็มักจะเป็นแบบนี้

ตั้งแต่เล็กจนโต ก็มีเพื่อนมาตลอด มีเพื่อนทุกที่
ด้วยเป็นคนที่เข้ากับคนง่าย ยิ้มเก่ง คนก็อยากเข้าหา และก็เข้าหาคนง่าย
มันอาจจะดูขัดหูขัดตาไปบ้างในบางที ที่อาจจะดูสนิทสนมกับเพื่อนต่างเพศเยอะแยะมากมาย
แต่มันเป็นปกตินิสัย ไม่ได้เลือกว่าจะต้องต่างเพศ ก็เป็นแบบนี้กับทุกคนไม่ว่าจะใครก็ตาม
แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไม จะต้องไปเจาะจงกับตรงจุดๆนี้จุดเดียวด้วย

เป็นใครก็รู้สึกแย่ ที่ได้รับรู้ว่ามีคนพูดถึงตัวเองในด้านลบ
แล้วยิ่งรู้ว่าเป็นเพื่อนที่เราเคยรู้สึกดีด้วย มันก็ยิ่งเสียใจ
ทำให้ใจเต้นแรง สั่นไหวไปกับสิ่งที่มากระทบ รู้สึกได้ถึงความแรง
ตอนแรกรู้สึกชาๆ ไม่นานความเจ็บก็เข้ามาแทนที่เหมือนโดนมีดบาดลึกใหม่ๆ

อยากให้รู้ว่า คนทุกคนย่อมมีความคิดและเหตุผลเป็นของตัวเอง
ในเมื่อเรามาอยู่ในสังคมที่ใหญ่ขึ้นจากกรอบแคบๆในโรงเรียนและที่บ้านแล้ว
ก็ควรจะทำความเข้าใจคนอื่นให้มากขึ้น
"ทุกคนก็ไม่ต่างกัน แต่ก็ไม่ได้เหมือนกันทุกคน"
ฉะนั้น...สิ่งที่เราเห็น อาจไม่ใช่สิ่งที่เราคิด

จริงอยู่ ...สิ่งที่เราเห็นอาจทำให้เราไม่พอใจและรู้สึกไม่ชอบใจเพราะตัดสินและคิดไปแล้ว
ว่าต้องเป็นแบบนั้นแน่นอน
-อยากให้ถามหรืออย่างน้อย ถ้ารู้สึกว่าเราแย่นะ ก็มาบอกกันก็ดี
พร้อมรับฟังและแก้ไขเสมอ เพราะมันอาจเป็นเรื่องเข้าใจผิด จริงๆแล้วอาจไม่มีอะไรผิดปกติก็ได้
เราเป็นคนเปิดเผย ไม่ใช่ผู้หญิงที่มานั่งไว้ท่าแต่ความจริงง่ายยิ่งกว่า
ทุกสิ่งที่ทำไป มันก็ออกมาจากความรู้สึก อาจจะดีบ้าง ไม่ดีบ้าง
ถูกใจและไม่ถูกใจใครบ้าง แต่อย่างน้อยเราก็ไม่เคยเสแสร้ง
ถ้าใครเล่นมา เราก็เล่นตอบ ใครรู้สึกดี เราก็รู้สึกดีตอบ มันแปลกตรงไหน


ทำไมเราต้องมานั่งอธิบาย ทำไมเราต้องมาแคร์กับคำพูดคนอื่น
-ก็เพราะคำพูดเหล่านี้มันหลุดออกมาจากปากเพื่อนเราไง อย่างน้อยก็เคยพูดคุยและรู้สึกดีต่อกัน
อาจจะไม่พอใจกับความเป็นปกติ ตัวของเรา แต่อย่างน้อย ก็ไมไ่ด้อยากให้มองเพื่อนคนนี้ไนแง่ลบ(มากๆ)แบบนั้น
ก็ไม่ได้อยากจะทำตัวดูดีหมดทุกเรื่อง แต่คิดว่า มันไม่ยุติธรรม
แต่ก็อย่างว่า จะถามหาอะไรกับความยุติธรรม โลกนี้ไม่มีอยู่แล้ว คำๆนี้

ก็คงจะโทษใครไม่ได้ว่าทำไมถึงพูดถึงเราแบบนั้น
คงต้องย้อนกลับมาดูตัวเองจริงๆ เราคงอัธยาศัยดีเกินไปจนน่าหมั่นไส้
หรือพวกเธออาจจะไปเห็นเหตุการณ์อะไรบางอย่างแล้วพากันเข้าใจผิด ใส่สี ใส่กลิ่นปรุงแต่งกันไป
หรือถ้าจะเอาง่ายๆ ก็คงเป็นเรื่องของเวรกรรม ที่เคยเบียดเบียนกันแต่ชาติก่อนๆ
เราจะไม่โกรธ หรือแค่นเคืองใครเลย ก็แค่อยากให้เข้าใจ(บ้าง)

หรือพวกเธอจะถามเราว่า มันก็เรื่องของเธอสิ มาบอกมาอธิบายทำไม ไม่ได้สนใจอยู่แล้ว
จะเป็นยังไงก็เรื่องของเรา





ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า............





แล้วมึงมานินทากูทำไม????????? ถ้ามึงไม่คาใจและสนใจกู







ฤดูหนาววันนี้ก็คือ...

ขนาดคนที่บอกว่ารัก เขายังทำให้ฉันรู้สึกว่า
ฉันยืนโดดเดี่ยว ยืนหนาวคนเดียวบนโลกใบนี้
ไม่มีใครอยู่เคียงข้างกาย
ไม่มีใครเลย ก็คงได้แต่กอดตัวเอง

ให้ผ่านพ้นวันนี้ไป...............

ฤดูที่แตกต่าง( 1 )

วันนี้...ช่างเป็นวันที่หลากฤดูจริงๆ
ดีใจนะ ที่ได้เจออะไรพร้อมกัน ตู้มมมมม..ทีเดียว
แต่ก็อย่างว่านะ ประมวลผลไม่ค่อยทัน เครื่องรวน

มีทั้งฤดูร้อน ถึงมันจะร้อน มีทั้งเหงื่อที่สุดแสนจะเหนียวตัว
แต่มันก็ดูสดใสและสดชื่นดี

มีฤดูฝน ตอนแรกๆก็ดุเหมือนตกปรอยๆ นานๆไปก็เริ่มจะมีพายุโหมกระหน่ำเข้ามา...อย่างไม่ขาดสาย
และมีทีท่าว่าจะไม่หยุดตกง่ายๆ

และมีฤดูหนาว มันช่างหนาวมาก หนาวเหลือเกิน หนาวเกินกว่าที่ผ้าห่มจะทำหน้าที่ของมันได้
หนาว....และดูอ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว หนาวที่สุดในโลก

ภายในวันเดียวกัน มีตั้ง 3 ฤดูแน่ะ และมันก็สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันแบบนี้
วันละหลายๆรอบ วนไปวนมา แต่รายละเอียดในเหตุการณ์มันจะต่างกันออกไป

แน่นอน คนที่ได้รับผลกระทบ(แบบเต็มๆ)อย่างฉันก็ย่อมรู้สึกแตกต่างเช่นกัน
และรู้สึกได้อย่างชัดเจนมากด้วย ชัดเจนจนบางที รับสภาพของฤดูนั้นไม่ได้
ถึงแม้จะรู้ว่า...สักวันมันจะผ่านไป ด้วยดี
แต่ก็ยังมองเห็นอยู่ดี ว่าพายุมันต้องเข้ามาสักวัน
ไม่เร็วก็ช้า...

ต้องยอมรับ ใช่ไหม?
ต้องนั่งมองมันเหมือนเพื่อนรัก ใช่ไหม?
ต้องอดทน ใช่ไหม?

ถึงแม้ตรงนี้...จะไม่มีใครที่จะอยู่ฝ่าฟันให้ผ่านพ้นไปด้วยกัน
ฉันจะต้อง อยู่ให้ได้ ใช่ไหม?



มันทำให้รู้ว่า...
มีเพียงตัวเราเท่านั้น ที่จะอยู่กับเราทั้งชีวิต
มีเพียงตัวเราที่เป็นได้ทุกอย่าง อย่างแท้จริง
มีตัวเราที่ไม่เคยทิ้งเรา
อาจจะมีละทิ้งบางอย่างบ้างในบางเวลา เมื่อเห็นคนอื่นสำคัญกว่า
แต่สุดท้าย ก็รู้ว่า ตัวเราสิ สำคัญที่สุด

แรกๆ เราเองอาจจะบอกว่าท้อ เหนื่อย ไม่ไหวแล้ว
แต่ก็ตัวเราเองอีกนั่นแหละ ที่บอกเราว่า อย่านะ อย่าเพิ่งล้มตอนนี้
ยังมีอีกหลายๆสิ่งที่สำคัญกว่าและรอเราอยู่
ยังมีอีกหลายๆสิ่งที่เราเองไม่ใช่หรอ อยากวิ่งไปหามัน
เพราะฉะนั้น.....
อย่าเอามัวเอาใจไปใส่อยู่แต่ตรงนั้น
ควรจะเอาใจไปใส่ที่ที่มันควรจะอยู่มากกว่า

ฉันก็มีเพียงตัวเองนี่แหละ ที่คอยเตือนตัวเอง สอนตัวเอง
เพราะคงไม่มีใครที่พร้อมจะรับฟังปัญหาของคนอื่นทุกเรื่อง
ลำพังเรื่องของตัวเองก็จะแย่อยู่แล้ว แล้วจะไปช่วยเหลือใครได้
ไม่อยากเพิ่มความลำบากใจให้คนอื่นอีกแล้ว
ได้แต่นั่งให้กำลังใจตัวเอง ปลอบตัวเอง
กลับมามองตัวเอง กับทุกสิ่งที่คนอื่นคิดว่าเราผิดพลาด
พร้อมจะแก้ไขทุกอย่าง...หากข้อผิดพลาดนั้นมันเป็นเพราะฉันจริงๆ



วันนี้ ....มันครบรสจริงๆ

วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เสียงของความเงียบ

มีบางเวลาที่เราอยากจะวิ่งเข้าหาความสงบ
อยากวิ่งเข้าหาความเงียบบ้าง

คงเป็นเพราะโลกทุกวันนี้ มันไม่เงียบไง มีแต่อะไรก็ไม่รู้เยอะแยะเต็มไปหมด

แต่รู้ไหม...โลกมันไม่ได้ทำอะไรเลย มันหมุนอยู่ดีๆของมัน
มนุษย์เราต่างหากล่ะ สรรหาความไม่เงียบกันเข้ามาเอง
แล้วอ้างว่า...มันเป็นเรื่องของการเข้าสังคม การรวมใจเป็นหมู่คณะ
แล้วเกิดอะไรขึ้น เมื่อถึงจุดอิ่มตัว ก็ตะเกียกตะกายวิ่งเข้าหาความสงบกันยกใหญ่

ทำตัวเองทั้งนั้น................


เมื่อยังมีโอกาส ก็อยากจะลองวิ่งเข้าหาที่ที่เขาว่ากันว่า ทำให้สงบดูบ้าง
ที่ที่ได้สัมผัสมาตั้งแต่เด็ก แต่เพิ่งมารู้ความหมายเมื่อ3ปีที่แล้วนี่เอง

มันก็เป็นเพียงสนามฝึกซ้อมดีๆนี่แหละ
ทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมและเป็นใจทั้งหมด ทั้งสถานที่และบรรยากาศ ส่วนผู้คนก็คงไม่ต่างกันหรอก
มันเป็นเพียงโลกของความฝันเพื่อให้เราเรียนรู้ตัวเอง อยู่กับตัวเอง(เขาว่าไว้อย่างนั้น)

เวลาใครพูดว่า ไปวัด ไปค่ายธรรมะ รู้สึกสงบอย่างนั้นอย่างนี้
ฉันไม่เคยเชือเลยสักนิด

ยิ่งอยู่กับตัวเองมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเจอกับความไม่สงบมากเท่านั้น
ไหนจะความคิด ความฟุ้งซ่าน เพ้อเจ้อกับตัวเอง คิดนู่นคิดนี่
มันน่าจะเป็นสิ่งที่เขาจูงมาให้เจอมากกว่า มันไม่ได้สงบเร็วขนาดนั้นหรอก
คนที่สงบได้จริงๆก็มีเพียงพระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์เท่านั้นแหละ
เราคงทำได้แค่เรียนรู้และอยู่กับมันให้ได้มากกว่า หรือแค่หยุดคิดได้เป็นพักๆ


ทันทีที่ถึงเวลานอน...หลอดไฟเริ่มหรี่แสงลงจนแสงสว่างนั้นกลายเป็นความมืด
ถ้าอยู่ในเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะปิดไฟทุกดวงในบ้านแค่ไหน ก็ยังจะมีแสงให้เรามองเห็น
ซึ่งมันก็ไม่ต่างอะไรกับเปิดไฟ...

แต่ที่นี่ มืดมาก มันมืดจริงๆ
ยิ่งเบิกตากว้างเท่าไหร่ ยิ่งมองอะไรไม่เห็น ไม่เห็นอะไรเลย
ลองยกมือขึ้นมาดูใกล้ๆ ก็ยังมองไม่เห็นแม้แต่เงาเพราะเป็นคืนเดือนมืด
ก็เลยจำต้องค่อยๆปิดเปลือกตาลง
ทุกชีวิตที่อยู่ข้างๆหยุดความเคลื่นไหว ความเงียบเริ่มบังเกิดขึ้น
ยิ่งดึก ยิ่งเงียบ...แต่ทำไมยิ่งรู้สึกว่ามันมีอะไรดังก้องหูตลอดเวลา
เสียงนั้นมันดังมาก ดังยิ่งกว่าเปิดเพลงดังๆซะอีก
ดังจนน่าอึดอัด สิ่งเดียวที่ทำได้คือ...

นอนฟัง เสียงของความเงียบ นั้น

แล้วคิดได้ว่า นี่ต่างหากที่เขาต้องการให้เรามาหา
นั่งมอง นั่งฟังตัวเอง จะได้พ้นจากความอึดอัดน่ารำคาญที่เราเลี่ยงไม่ได้
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เงียบสงัดแค่ไหน ถ้าตัวเราเอง ใจของเราเองไม่เงียบ



เราก็หาที่ที่เงียบไม่ได้อยู่ดี

วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Murraya

เอนทรีแรกที่อยากจะเขียนก็คือ ที่มาของ Murraya

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันอ่านว่าอะไรกันแน่


เมอ-รา-ย่า หรือว่า เมอ-รา-ยะ- หรือ เมอ-ระ-ยะ


แต่ก็ช่างมันเถอะ เพราะเราเน้นไปที่ความหมายของมันต่างหาก



เกริ่นเรื่องด้วยดอกไม้ที่ชอบก็แล้วกัน (อาจจะงงว่ามันเกี่ยวอะไรกับชื่อเอ็นทรี)

เอาน่า ใจเย็นๆ จะพยายามทำให้มันเชื่อมโยงกันให้ได้ก็แล้วกัน

เมื่อก่อน ดอกไม้ที่โปรดปราณก็คือ "กุหลาบสีขาว"

คิดว่า มันคือสัญลักษณ์ของความรักที่บริสุทธิ์(ตามสเต็ป) อีกอย่างก็คือ

สีขาว มีกลิ่นหอมมากกว่ากุหลาบสีอื่นๆ (ในความรู้สึกส่วนตัว กุหลาบสีแดงน่ากลัวสื่อถึงความหลอกลวง)


ตลอด19ปีที่มีชีวิตอยู่มาเนี่ย เพิ่งเคยให้ดอกกุหลาบสีขาวแก่ผู้ชายที่รักครั้งแรกสมัยเรียนอยู่ปีที่1

(ซึ่งก็เพิ่งผ่านมาหยกๆ) ตอนที่เขาแสดงละครเวทีรอบสื่อมวลชน

ก่อนจะให้คิดอยู่นานมาก เพราะเขิน เก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านในเสื้อคลุม

จนก้านดอกไม้หักเลย... แต่ก็ให้จนได้


กุหลาบขาวมันไม่เกี่ยวกับชื่อบล็อกนี้หรอกนะ 555+

แต่ที่อยากจะกล่าวต่อไปก็คือ

ตอนนี้น่ะ ดันมีดอกไม้ที่ชอบเพิ่มมาอีก1ชนิดแล้ว

นั่นก็คือ "ดอกแก้ว"


ตอนแรกไม่รู้่จักหรอกว่าหน้าตาเป็นยังไง รู้จักแต่ชื่อ

เพิ่งรู้จักเมื่อไม่กี่วันนี้เอง และก็หลงรักอย่างบอกไม่ถูก****

(ความจริงมันมีที่มานะ)


"ดอกแก้ว" เป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมมาก ดอกสีขาว และเกสรสีเหลือง

แต่เสียดายที่บอบบางเหลือเกิน จึงต้องได้รับความอ่อนโยนซะหน่อย

ถ้าจะให้ตั้งชื่อบล็อกว่าดอกแก้ว ก็คงจะเดาง่ายเกินและคงไม่มีใครอยากรู้

ก็เลยเอาชื่อทางวิทยาศาสตร์ของมันมาเลย

แล้วมันก็ไม่ทำให้ผิดหวังกับตัวอักษรทั้ง7ตัวนี้




Murraya




ชอบชื่อนี้จัง^^