วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เพื่อน....

ฉันคิดว่า....
การที่เราจะพบเจอใครสักคนหนึ่งมันไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยทีเดียว
มันเป็นเรื่องที่วิเศษและมหัศจรรย์มาก
เพราะการเจอใครสักคนหนึ่งนั้น มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ
ถึงแม้ว่าจะเป็นคนที่เดินสวนกับเราไปแล้วยิ้มให้กัน
ก็เป็นเหตุผลเดียวกัน....ฉันเชื่อว่าไม่ใช่ความบังเอิญ

ถ้าให้นั่งย้อนประมวลผลนี่ คงจะทำเป็นหนังสั้นที่น่าสนุกเลยทีเดียว

ย้อนต่อไปอีกตั้งแต่จำความได้
นอกจากพ่อแม่พี่น้องและญาติโกโหติกาแล้ว
เราก็เจอครูบาอาจารย์และคนที่เราตื่นเต้นมากที่สุดก็คือ
"เพื่อน"

มันเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อเรารู้ว่าจะได้ไปเจอเพื่อนใหม่
คนใหม่ๆและอะไรใหม่ๆที่มาพร้อมกับเพื่อนใหม่นี้

แต่ตอนนั้นก็คงคิดอะไรได้ไม่มากนอกจากหาความสนุก
วิ่งไล่หยอกล้อกันตามประสาเด็กๆ
แต่เราก็แยกแยะได้ตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่า
คนไหนที่เราชอบและเพื่อนคนไหนที่เราไม่ชอบ

ชอบคนนั้นเพราะเขาเล่นกับเราและแบ่งขนมให้เรากิน
ไม่ชอบคนนี้เพราะมันชอบแกล้งเราให้เราเจ็บตัวจนร้องไห้ไปฟ้องแม่

และบางเวลาก็อาจชอบและไม่ชอบเพื่อนคนๆเดียวกันเลยก็มี

เราจำได้ว่าตอนป.๓ มีเพื่อนใหม่คนหนึ่งเพิ่งย้ายมาจากโรงเรียนใกล้ๆ
เป็นเด็กผู้หญิงน่ารักๆ ผิวขาว ท่าทางเรียบร้อย
ที่สำคัญ "เธอเรียนเก่งและรวย"
ใครๆในห้องต่างให้ความสนใจเธอเป็นอย่างมาก
รวมถึงตัวฉันเอง

จนเรากลายมาเป็นเพื่อนสนิทกัน ตอนนั้นฉันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ
แต่ความเป็นจริงแล้ว ฉันรู้สึกแบบนั้นอยู่ฝ่ายเดียว
เธอไม่เคยคิดว่าฉันเป็นเพื่อนสนิทของเธอเลยแม้สักวินาทีเดียว
ทั้งๆที่ฉันก็เฝ้าดูแลเธอและคอยปกป้องเธอมาโดยตลอด
โดยคิดเพียงว่า มีเพื่อนสนิทกับเขาสักคนหนึ่งแล้ว
ก็อยากทำอะไรดีๆให้แก่กัน

แต่ฉันก็มารู้ความจริง ตอนที่ครูให้ขนของในลิ้นชักกลับบ้าน
เพื่อเตรียมตัวจัดห้องสอบ
ด้วยความที่ฉันรักเธอและอยากช่วยเหลือเธอ
ฉันจึงอาสาช่วยเธอขนของในลิ้นชักเธอออกมาใส่ถุง
แต่เธอก็ปฏิเสธ และบอกว่า"ไม่เป็นไร"
เราสองคนยื้ออยู่นานมาก จนฉันช่วยเธอจนได้
ในขณะที่ฉันหยิบหนังสือกองโตออกจากลิ้นชักของเธอนั้น
ก็เห็นเศษกระดาษใบหนึ่งปลิวตกลงมาที่พื้น

น่าแปลกใจที่เธอรีบเก็บทันที ฉันก็อยากรู้
นึกว่าเธอเขียนความในใจถึงเพื่อนผู้ชายหรือเปล่า
ก็แย่งกระดาษใบนั้นกับเธอด้วยอารมณ์เล่นๆ
แต่เมื่อแย่งมาได้แล้ว ข้อความทุกตัวอักษรที่เขียนในนั้น
มันทำให้ฉันตัวสั่น ใจสั่น และมือสั่นไปหมด

ถ้าเป็นคุณ จะรู้สึกอย่างไร
เมื่อเห็นเพื่อนที่เรารัก เขียนด่าเราด้วยข้อความที่หยาบคาย
และไม่หลงเหลือร่องรอยความรู้สึกความเป็นเพื่อนอยู่เลย

ในขณะที่เราเห็นเค้าเป็น"เพื่อนสนิท" แต่เค้ากลับมองเราว่าเป็น"ศัตรู"

แต่ฉันก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาสักคำ ได้แต่ยิ้ม(แหยๆ)และขยำกระดาษใบนั้นทิ้งไป
พยายามบอกกับตัวเองว่า"ไม่จริง"และพูดคุยกับเธอเหมือนเดิม
พอขึ้นป.๕ เราก็อยู่กันคนละห้อง แล้วก็ไม่ได้พูดคุยกันอีกลย
แต่ความทรงจำในครั้งนั้นมันก็ฝังใจฉันเรื่อยมา...จนถึงทุกวันนี้

เมื่อจบป.๖ ฉันก็ต้องย้ายไปเรียน ม.๑ ที่ต่างจังหวัดกับแม่
ความรู้สึกตื่นเต้นก็เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
เตรียมพร้อมทุกอย่างสำหรับการพบเพื่อนใหม่ที่ไม่ใช่คนถิ่นเดียวกัน

แต่เมื่อถึงเวลาได้พบจริงๆ กลับไม่เป็นเช่นนั้น
ด้วยความที่เขามองฉันเป็นคนต่างถิ่นและพูดภาษาแบบเขาไม่ได้
การแบ่งแยกก็เริ่มขึ้น แต่ไม่ใช่การเหยียดซะทีเดียว
ส่วนใหญ่จะอยู่ในอารมณ์แบบว่า "จุดเด่น" เสียมากกว่า
เพราะตอนนั้นรู้สึกว่าไม่ว่าเราจะทำอะไร ทุกคนต่างให้ความสนใจไปหมดทุกอย่าง
ครูก็มักมอบหมายงานและกิจกรรมให้ทำ
คล้ายกับว่าเป็นลูกรักเลยก็ว่าได้ คนหมั่นใส้มันเลยมี
(ถ้าจะให้เข้ากับกระแสทุกวันนี้ก็คงไม่ต่างกับเมธาวี)

อยู่ที่นั่นมาหกปี จนรู้สึกว่าฉันกลายเป็นคนที่นั่นไปแล้ว
เพราะมีเพื่อนและทุกๆคนรู้จักและยอมรับในตัวฉัน
เพราะฉันเป็นประธานนักเรียนและเป็นเด็กกิจกรรมตัวยง

ในตอนมอต้น กลุ่มเพื่อนของฉันเยอะมาก มีทั้งหมดเกือบสิบคน
แต่พอฉันย้ายไปเรียนที่กรุงเทพแค่เทอมเดียวแล้วกลับมา
ทุกคนต่างกระทำต่อฉันเหมือนฉันไม่มีตัวตน
ฉันเลยไม่อยากที่จะทนอยู่ในฐานะแบบนั้นได้อีก

ต่อมาก็ได้มาอยู่กับเพื่อนที่ฉันเคยเกลียดมากที่สุดคนหนึ่ง
เธอเป็นคนที่สวยมาก หนุ่มๆในโรงเรียนต่างเข้ามาจีบเธอมากมาย
(แปลกใจเหมือนกันทำไมชอบมีเพื่อนหน้าตาดีๆ)
ในตอนแรกรู้สึกว่าจะไปกันได้ดี เราอยู่ด้วยกันมาจนถึงมอสี่

หลังจากนั้นไม่นาน ทุกอย่างมันเริ่มเดินทางจนถึงจุดที่อิ่มตัว
และฉันไม่อาจที่จะทนอยู่ต่อไปได้แล้ว
ในเมื่อตลอดการเดินทางของเรา ฉันต้องเป็นฝ่ายที่ยอมอยู่เสมอ
และเธอก็เป็นฝ่ายที่เอาเปรียบฉันและทำร้ายฉันด้วยคำพูด
และการกระทำประชดอยู่เสมอ

ฉันยังงงกับตัวเองเลยว่า"เฮ่ย เราทนมันมาได้ไงวะตั้งสองสามปี"

จนถึงเวลาที่ฉันจะต้องไปจากเธอ(อีกแล้ว)
ฉันมั่นใจมากว่าไม่ได้รู้สึกแบบนี้กับเธอเพียงคนเดียว
เพราะเพื่อนในห้องเกือบทุกคนต่างคิดแบบเดียวกับฉัน
และเพื่อนที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในกลุ่มด้วยไม่นานก็บอกแบบนั้นเช่นกัน

สุดท้ายก็เหลือเพื่อนสี่คนรวมฉันด้วย
เราสี่คนที่เหลือนี้ ฉันคิดว่ามันเป็นอะไรที่ลงตัวที่สุดในชีวิตฉันแล้ว
ถึงแม้ว่าฉันจะเคยทำอะไรบางอย่างในบางครั้งให้พวกเขาลำบากใจ
แต่เราสี่คนก็มีกันอยู่ถึงทุกวันนี้ และนั่นเองก็ทำให้ฉันรู้สึกว่ามี"เพื่อนสนิท"

แต่เมื่อเราจบม.๖ เราต่างคนต้องแยกย้ายกันไปตามทางเดินของตัวเอง
ถึงความเป็นเพื่อนจะยังคงอยู่
แต่เราก็ไม่ได้เจอกันทุกวันเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไปแล้ว
ความสนิทสนมกันก็เริ่มห่างๆกันไปพร้อมกับการพบเจอเพื่อนใหม่
และสังคมใหม่ที่เรากำลังจะไปเผชิญ

ในสังคมมหาวิทยาลัยนี้ เกือบสองปีที่ผ่านมา
ฉันยังไม่เคยรู้จักคำว่า"เพื่อน"จริงๆสักที
ฉันอยู่โดยที่ไม่มีเพื่อนสนิทจริงๆเลยสักคน
บางคนเหมือนจะใช่ แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่เลย

เพราะฉันคิดว่า "เพื่อน"ควรจะมีความสุข
และพอใจในความสุขของเพื่อน พร้อมที่จะเข้าใจเพื่อน
ไม่ใช่มัวแต่เอาตัวเองเป็นที่ตั้งและอึดอัดกับสิ่งที่เพื่อนมีความสุข

ในเวลาที่พวกเขามีความสุข ฉันไม่เคยอยู่ในที่ตรงนั้น
แต่เมื่อไหร่ที่พวกเขามีความทุกข์และเจอปัญหา
นั่นแหละ จะเป็นเวลาที่ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นชักโครก

ฉันไม่ได้เบื่อที่จะรับฟังปัญหาของคนอื่น
แต่ฉันก็ไม่เข้าใจว่า ในเมื่อฉันรับฟังเธอแล้ว
ทำไมเธอไม่อยากที่จะรับฟังปัญหาของฉันบ้าง
ปัญหาของฉันที่ฉันเคยปรึกษาเธอ
เธอก็ตัดสินฉันว่าเป็นคนไม่ดีและไม่พอใจในการกระทำของฉัน

อย่างนี้จะเรียกว่าเพื่อนได้อย่างไร???

บางทีฉันก็เบื่อกับการที่ต้องมานั่งฟังเพื่อนคนหนึ่งนินทาเพื่อนอีกคน
เมื่อพวกเขาทะเลาะหรือมีปัญหากัน
แต่เมื่อพวกเขาดีกัน ฉันก็รู้สึกว่าโดนรุมนินทาบ้าง

ฉันไม่เคยทำแบบนี้ เพราะมั่นใจว่าฉันเองจริงใจและจริงจังกับคำว่า"เพื่อน"

ฉันเคยคิดมากเรื่องเพื่อน จนทำให้ต้องมานั่งร้องไห้ตลอดในช่วงเทอมแรกๆของปีสอง
ฉันไม่เข้าใจว่า การเป็นเพื่อนกัน ถ้าไม่เคารพกันจะเป็นเพื่อนกันได้ยังไง

ตลอดช่วงเวลา ณ ตอนนั้น
ถ้าฉันไม่มี"เขา" ผู้ชายที่ฉันรัก
ที่คอยอยู่ข้างๆและให้กำลังใจฉันตลอดเวลา
ทำให้ฉันรู้ว่า ฉันไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ ก็คงจะแย่มากทีเดียว

มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ที่ถึงแม้ว่าในตอนนี้
ฉันกับเพื่อนพวกนั้นถึงจะดีกัน พูดคุยกันเหมือนเดิมแล้ว
แต่ก็ยังเห็นฉันอยู่กับ"เขา"เหมือนเดิมอยู่

ฉันรู้และเข้าใจดีว่า เพื่อนอาจจะรู้สึกอึดอัดใจเมื่อเห็นฉันอยู่กับ"เขา"
อยากให้ฉันมีเวลาให้กับเพื่อนบ้าง
แต่เวลาตรงนั้นสำหรับฉันที่มันเคยมีความสุข
มันก็ได้หายไปหลายส่วนแล้วเหมือนกัน
หายไปพร้อมกับความรู้สึกดีๆบางอย่างระหว่างเราสามคน

ในเมื่อโลกของพวกเขาก็มีแค่สองคน
ดังนั้น โลกของฉันก็คงจะมีแค่"ฉันกับเขา"สองคนเช่นกัน

ในขณะที่ฉันมีความทุกข์ที่สุด ฉันยังไม่เคยเป็นพวกเขาเข้ามาปลอบใจสักคน
แล้วเวลาที่ฉันมีความสุข ฉันก็คงต้องมีความสุขกับตัวเอง
และ"เขา"ที่อยู่กับฉันเสมอ

อยากมีเพื่อนสักคน ที่รักเราเหมือนที่เรารัก
ที่จริงใจกับเราเหมือนที่เราจริงใจ
ที่ไม่คิดเป็นศัตรู และไม่คอยอคติกับเรา
อยากมีเพื่อนที่มีเหตุผล ทำอะไรแบบมีเหตุผล
พูดตรงไปตรงมาแบบถนอมน้ำใจคนอื่น
และที่สำคัญ "ไม่เห็นแก่ตัว"

เมื่อก่อนฉันอาจจะใส่ใจในความรู้สึกพวกเธอมากเกินไป
แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่า
ฉันก็ควรใส่ใจตัวเองให้มากๆเหมือนกัน

วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

คนหนึ่งคน....คนคนหนึ่ง

ฉันเคยรู้สึกตะหงิดใจกับการเริ่มต้นความรักกับคนคนหนึ่ง
เขาเป็นคนหนึ่งคนที่หน้าตาดีและใครๆต่างให้ความสนใจ
รวมถึงตัวฉันเองที่ให้ความสนใจเขามากไม่แพ้กัน
แต่ความรู้สึกในตอนนั้น ฉันอาจคิดแค่เพียงว่า
อยากแอบชอบคนหนึ่งคน(ใครก็ได้)ได้นานๆสักที(เหมือนในการ์ตูน)

และ"เขา"ก็เป็นคนคนนั้น ที่ฉันเลือก

ที่รู้สึกตะหงิดๆ ก็เพราะว่ามันเป็นการเริ่มต้นที่ฉันไม่เคยเจอ
และรู้สึกว่า มันผิดแปลกตามขั้นตอนที่(หลายคนปลูกฝังว่า)ควรจะเป็น
ตามสเด็ปแล้ว ผู้ชายต้องเป็นฝ่ายเข้าหาและจีบผู้หญิงที่ตัวเองพอใจ
แต่ขั้นตอนของฉัน ฉันขอเป็นคนเริ่มต้นก่อนกับคนที่ฉันเองพอใจ

ไหนๆก็มีวลีที่ว่า"สวยเลือกได้"แล้ว มันก็ควรจะเป็นแบบนี้แหละ
ถึงจะเลือกได้ของจริง ฮ่าๆๆ
จะผิดตรงไหนกัน ถึงเราเริ่มก่อน
แต่ถ้าเค้าไม่พอใจเราเค้าก็คงไม่ตกลงปลงใจกับเราจนมาถึงทุกวันนี้

มีผู้หญิงอีกมากมายที่รอให้เค้าเข้าหา
แต่เรา...ก็เป็นผู้หญิงที่เค้าเลือกเหมือนกัน
นี่ก็คงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เพิ่มคุณค่าให้กับตัวเราเอง

ใครจะมีความเชื่อว่ายังไงก็ช่างเถอะ
อย่างน้อย ฉันก็ไม่อยากเล่นตัวอะไรพร่ำเพรื่อ
ไม่อยากจะใช้มารยาหญิงอย่างที่เขาทำๆกัน
ที่ก็ชอบเค้าแทบเป็นแทบตาย แต่ทำทีเป็นเฉยๆ
ไม่อยากเป็นแนวที่ว่า
"เหนือกว่าตอนเริ่มต้น แต่ต้องตกเป็นผู้ตามในตอนหลัง"

ลองนึกดูสิ ในตอนที่ผู้ชายเข้ามาจีบเรา
อยากได้เราเป็นเราเป็นแฟนแทบเป็นแทบตาย
เขาจะยอมทำทุกอย่างให้เราพอใจและรับรักเขา
ทำทุกอย่างที่คิดว่าเราจะชอบ แต่ถ้าตามมารยาหญิงสูตรต้นตำหรับ
ก็คงจะเล่นตัวและทำทีไม่สนใจ สงวนท่าทีไว้
แต่ลึกๆก็อยากจะตอบรับตั้งแต่วันแรกเลยด้วยซ้ำ
แต่พอเป็นแฟนจริงๆ เราเองต่างหากต้องทำทุกอย่างให้เขาพอใจ
เพื่อรักษาเขาไว้ไม่ให้ไปจากเรา ก็ไม่ต่างอะไรกับต้องยอมทุกอย่าง

ฉันว่าการเริ่มต้นของฉัน ถึงแม้มันจะตะหงิดๆผิดหลักสูตรอยู่บ้าง
แต่มันก็เป็นการที่เราเริ่มพร้อมๆกัน
เราอาจจะเป็นฝ่ายทุ่มเทให้กับเขาในช่วงแรก
แต่เราก็รู้สึกได้ว่า หลังจากนั้น เราไม่ได้ทุ่มอยู่ฝ่ายเดียว
แต่เราทุ่มเทร่วมกัน ให้กันและกัน

มันช่างรู้สึกดีจังเลย กับการที่เริ่มต้นก่อน
ความรู้สึกก็คงเหมือนกับผู้ชายที่ได้ผู้หญิงที่เราจีบนั่นแหละ
เขาก็จะคอยทำทุกอย่างเพื่อรักษาเราไว้

เราเอง....ก็จะทำทุกอย่างเพื่อรักษาเขาไว้เหมือนกัน

แต่เขาก็เป็นคนคนหนึ่ง ที่มีอดีต อาจจะเป็นอดีตที่ไม่ได้จบด้วยการเป็นแฟนกัน
แต่มันก็ทำให้ฉันเก็บมาคิดมากจนลามไปถึงจุดเริ่มต้นที่ฉันแสนจะภูมิใจนี้

มันทำให้ฉันคิดว่า จุดเริ่มต้นนี้มันผิดมหันต์
และไม่ควรจะเริ่มต้นมันเลยเสียด้วยซ้ำ

แต่ ณ วันนี้
เขาบอกฉันอยู่เสมอว่า
"ไม่ว่าจุดเริ่มต้นจะเป็นยังไง เขาเคยรักใครทุ่มเทให้ใคร
มันก็ไม่สำคัญเท่ากับวันนี้ที่เรารักกัน จุดเริ่มต้นมันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
ไม่ว่าใครจะรักใครก่อน แต่วันนี้เราสองคนรักกันมากมันก็น่าจะลบล้างได้
เพราะความรู้สึกที่เขามีให้เรามันมากเกินกว่าที่จะไปนึกถึงจุดเริ่มต้นหรืออดีตที่ผ่านๆมา"

ฉันเป็นคนหนึ่งคน ที่ก็ไม่ได้มีอะไรดีไปมากกว่าคนอื่น
แต่ฉันก็มั่นใจว่าเมื่อฉันมอบความรักให้กับใคร
ก็ให้ได้มากไม่แพ้ใคร......

ทุกวันนี้ ชีวิตของฉันก็มีครอบครัวและเขา
ที่คอยอยู่เคียงข้างฉันตลอด
เขาเป็นคนใจเย็นมาก ส่วนฉันเป็นคนใจร้อน

"คนหนึ่งคนจะอยู่กับคนคนหนึ่งได้นานแค่ไหนกันนะ"

มันอาจเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบหรือเป็นคำถามที่ไม่ควรจะถามเลยด้วยซ้ำ
เมื่อมีความรัก ก็ไม่ควรคาดหวังอะไรไปมากไปกว่าวันนี้ที่มี
ฉันเคยคิดคำถามนี้อยู่ในหัวเสมอและกลัวไปล่วงหน้า
สุดท้าย เราก็ไม่มีวันรู้อยู่ดี จนกว่าจะพอเจอวันนั้นด้วยตัวเอง

คนคนหนึ่ง....อาจเป็น"แค่"คนหนึ่งคนสำหรับอีกคนหนึ่ง
แต่"เขา"เป็นคนคนหนึ่ง...ที่เป็น"ตั้ง"คนหนึ่งคนของฉัน


"ได้เกิดมาเจอเธอทั้งที...ไม่ว่ายังไงจะลองดีสักวัน
อยากรักก็ต้องเสี่ยง...ไม่อยากให้เธอเป็นเพียงภาพในความฝัน"


"ฉันไม่ได้ฝันอีกต่อไปแล้วนะ"